วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

โบรกจับตา ‘2 มรสุมการเมือง’ ชุมนุม-คดีฮั้วสว. กดดันหุ้นไทยเดือนก.ย. 

ตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ย. ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมวันที่ 10 ก.ย. และคดีฮั้ว สว. วันที่ 14 ก.ย. ซึ่งนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักประเด็นหลังมากกว่า เพราะอาจกระทบเสถียรภาพรัฐบาลโดยตรง อย่างไรก็ดี ประเมินความเสี่ยงยังอยู่ในวงจำกัดและไม่น่ากระทบตลาดรุนแรงในทันที แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและการลงทุนต่างชาติได้

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน 2569 เผชิญแรงกดดันจาก 2 ปัจจัยการเมืองหลัก คือ การชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลในวันที่ 10 ก.ย. และการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย.
  • นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักกับคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย. มากกว่าการชุมนุม เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง
  • โบรกเกอร์ประเมินว่าความเสี่ยงจากการชุมนุมทางการเมืองยังไม่รุนแรงและมีโอกาสขยายตัวเป็นม็อบขนาดใหญ่ได้ยาก เนื่องจากกฎหมายที่เข้มงวดและพรรคฝ่ายค้านเน้นการต่อสู้ในระบบรัฐสภา
  • แม้การเมืองจะสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่คาดว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นจะไม่รุนแรงทันที เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายยังต้องใช้เวลา และไม่น่าจะถึงขั้นเปลี่ยนขั้วรัฐบาล
  • มีการเตือนว่าหากปัญหาการเมืองรุนแรงขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนจากต่างชาติ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังมีสัญญาณฟื้นตัว

“ตลาดหุ้นไทย” เดือนก.ย. 2569 เผชิญแรง “กดดัน” จากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยเฉพาะตัวในประเทศจากความไม่แน่นอน “ทางการเมือง” ในช่วงวันที่ 10 และ 14 ก.ย.2569 ทั้งการชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลและการพิจารณาคดีฮั้ว สว. 

“เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ประเมิน กกต. มีแนวโน้มสั่งฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องเพียงบางส่วน ซึ่งไม่น่าฟ้องทั้งหมด หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน อาจกระตุ้นให้เกิด “การชุมนุม” ของผู้ไม่เห็นด้วย แต่ประเมินว่ายังไม่แรงพอ “จุดชนวนม็อบขนาดใหญ่” เนื่องจากประเด็นดังกล่าวยังไม่มีความเชื่อมโยงชัดเจนถึงพรรคการเมืองโดยตรง

ส่วนการชุมนุมบริเวณสถานทูตอิสราเอลวันที่ 10 ก.ย.2569 ประเมินสถานทูตและเจ้าหน้าที่มีการเตรียมรับมือแล้ว และยังไม่พบสัญญาณว่าให้ท้ายกลุ่มผู้ก่อปัญหา หากมีการกระทำผิดกฎหมายหรือบุกรุกพื้นที่ ควรดำเนินการเป็นรายกรณีอย่างเด็ดขาด ไม่ควรเหมารวม เพราะอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ มองการชุมนุมการเมืองในปัจจุบันยังมีโอกาสขยายตัวได้ยาก เนื่องจากกฎหมายและมาตรการควบคุมการชุมนุมมีความเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ ประเด็นที่จะทำให้ชุมนุมจุดติดและสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลทุจริต หรือกระทำความผิดร้ายแรง แต่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวน จึงประเมินประเด็นการเมืองยังไม่น่ากระทบ “ตลาดหุ้นในระยะสั้น”

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาคดีบัตรเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดพิจารณาช่วงปลายเดือนก.ย.2569 โดยคาดจะไม่กระทบหลักการลงคะแนนลับ เนื่องจากไม่มีข้อมูลรั่วไหลระหว่างกระบวนการ

นอกจากนี้ ยังเตือนเศรษฐกิจไทยเริ่มมี “สัญญาณฟื้นตัว” และมี “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” เข้ามา หากปัญหาการเมืองกลับมารุนแรง อาจกระทบ “ความเชื่อมั่น” และ “การลงทุน” โดยไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองมานานกว่า 2 ทศวรรษ ดังนั้น การดำเนินการตามหลักนิติศาสตร์ควรคำนึงถึงผลกระทบในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจควบคู่กัน

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเมืองระยะสั้นยังเป็น “ปัจจัยกดดัน” ตลาดหุ้นไทย โดยให้น้ำหนักเหตุการณ์วันที่ 14 ก.ย. มากกว่าวันที่ 10 ก.ย. จากประเด็น สว. และคดีการเมืองที่อาจกระทบเสถียรภาพพรรครัฐบาล ขณะที่แนวทางของ กกต. ยังมีได้หลายทาง ทั้งส่งศาลฎีกา ยกคำร้อง หรือคัดกรองเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานชัดเจน

อย่างไรก็ตาม มองว่ายังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนขั้วการเมือง โดยรัฐบาลยังมีช่องทางรักษาเสถียรภาพผ่านการดึงพรรคอื่นเข้าร่วมเพิ่มเติม อีกทั้งกระบวนการทางกฎหมายยังต้องใช้เวลา จึงไม่น่ากระทบรัฐบาลและตลาดหุ้นรุนแรงในทันที หากท้ายที่สุดคดีไม่ลามถึงแกนนำหลัก หรือรัฐบาลสามารถบริหารเสียงในสภาได้ ตลาดหุ้นก็มีโอกาสคลายความกังวลลง

สำหรับ ความเสี่ยงจากการชุมนุมทางการเมืองบนท้องถนนยังไม่รุนแรงเท่าในอดีต โดยเฉพาะเมื่อพรรคประชาชนซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน มีจุดยืนชัดเจนว่าจะต่อสู้ผ่านระบบรัฐสภาและไม่ใช้การเมืองบนท้องถนน ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังยอมรับสถานการณ์ได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังมีกลไกในสภารองรับ และความเสี่ยงจากปัจจัยนอกสภายังอยู่ในระดับจำกัด

ดังนั้น แม้การเมืองยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดระยะสั้น โดยเฉพาะการจับตาวันที่ 14 ก.ย. 2569 แต่หากสถานการณ์ไม่ลุกลามจนกระทบเสถียรภาพรัฐบาล และยังบริหารเสียงในสภาได้ ตลาดหุ้นมีโอกาสคลายความกังวลลง

“ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ประเมินตลาดหุ้นไทยเดือนก.ย. 2569 ช่วงครึ่งแรกยังผันผวนและมีแรงขายทำกำไร จากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็น สว. วันที่ 14 ก.ย. และกระแสปรับ ครม. รวมถึงปัจจัยต่างประเทศทั้งทิศทางดอกเบี้ยเฟดและความขัดแย้งตะวันออกกลาง

ส่วนครึ่งหลังคาดตลาดทยอยฟื้น หลังนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐและการผ่านงบประมาณมีความชัดเจนขึ้น ขณะที่ปลายเดือนจับตาคดีบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกรณีฐานคาดไม่เป็นปัญหาและช่วยคลายความกังวลทางการเมือง โดยประเมินกรอบดัชนีแนวรับ 1,550-1,570 จุด และแนวต้าน 1,605-1,620 จุด

แม้การเมืองจะกดดันตลาดในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัว โดยแนะนำให้นักลงทุนมองข้ามความผันผวนทางการเมือง และเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ และการเบิกจ่ายงบประมาณ