วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

ปฏิเสธสินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี’ 90% ผู้ว่าฯธปท.ห่วงกลุ่มมีประวัติ ‘หนี้เสีย-รายใหม่’กู้ยาก sme crunch

ผู้ว่า ธปท.ชี้เอสเอ็มอีวิกฤติ สินเชื่อติดลบ 16 ไตรมาส ยอดปิดกิจการพุ่ง รอดเพียง 30% ผวายอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงสุด 90% สำหรับผู้กู้มีประวัติเป็นหนี้เสียหรือกู้รายใหม่ แถมเผชิญต้นทุนกู้สูงเท่าตัว เมื่อเทียบผู้ประกอบการรายใหญ่ “เสนาฯ” ชี้กลุ่มถูกปฏิเสธสินเชื่อลามกลุ่มไฮเอน “เครดิตบูโร” แย้มมาตรการ 7 ด้าน อุ้มเอสเอ็มอี

KEY POINTS

  • ผว.ธปท.ชี้ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ SME สูงมาก
  • กลุ่มธุรกิจใหม่ที่ไม่มีประวัติการเงิน ยอดรีเจกต์สูงถึง 78% และกลุ่มที่มีประวัติหนี้เสียซึ่งอาจสูงถึง 90%
  • ซ้ำ SME ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าบริษัทใหญ่เกือบเท่าตัว เฉลี่ย 6.9% 
  • ตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ ประสิทธิภาพสูงสุดก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยกว่าบริษัทใหญ่ในระดับเดียวกันอย่างมาก

ปฏิเสธสินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี’ 90% ผู้ว่าฯธปท.ห่วงกลุ่มมีประวัติ ‘หนี้เสีย-รายใหม่’กู้ยาก  sme crunch SMEs เป็นกลไกหลักที่จ้างงานถึง 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศและสร้างสัดส่วน GDP ถึง 35%

แต่หากดูแง่การเงินพบความน่าห่วงหลายมิติ โดยเฉพาะด้านสินเชื่อ SMEs ติดลบ 16ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ทันที แต่ต้องอาศัยมาตรการร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาปัญหาจนกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ SMEss แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ในงาน TNN Future Forum 2026 “Thailand Beyond Tomorrow” ว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ถดถอยเห็นได้ชัด

โดยอดีตเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 3.5% ภาค SMEs เคยมีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตถึง1.9% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1%

นอกจากนี้ ข้อมูลการติดตามบริษัทที่จัดตั้งใหม่ 130,000 แห่ง พบสถิติการอยู่รอดที่น่าตกใจ โดยเมื่อผ่านไป10 ปีจะมี SMEs ปิดกิจการถึงครึ่งและเมื่อผ่านไป 25 ปี จะเหลือธุรกิจรอดเพียง 30% สะท้อนว่าความแข็งแกร่งของ SMEs รุ่นใหม่ลดลงมากเมื่อเทียบอดีต

รวมทั้งหากดูศักยภาพเห็นชัดเมื่อเทียบระหว่าง SMEs รุ่นเก่าที่ตั้งก่อนปี 2555 กับ SMEs รุ่นใหม่ที่ตั้งหลังปี 2556 พบระยะ 10 ปี เท่ากันหากเทียบเป็นดัชนี SMEs รุ่นเก่าสร้างการเติบโตของรายได้จากฐาน 100 เพิ่มขึ้นเป็น 175 แต่ SMEs รุ่นใหม่สร้างรายได้เติบโตเพียง 127

 

  • เอสเอ็มอี”ถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง90%

นอกจากนี้การเข้าถึงสินเชื่อพบเอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงมาก โดย SMEs จำนวนมากถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่กระบวนปล่อยกู้หรือกู้แล้วถูกปฏิเสธทันที

ซึ่งการถูกปฏิเสธจริงอาจสูงถึง 60-70% โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs รายใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 78% และหากเป็นธุรกิจที่มีประวัติหนี้เสียอยู่เดิมอัตราการปฏิเสธจะสูงถึง 86% หรืออาจแตะระดับ 90%

ปฏิเสธสินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี’ 90% ผู้ว่าฯธปท.ห่วงกลุ่มมีประวัติ ‘หนี้เสีย-รายใหม่’กู้ยาก  sme crunch เหล่านี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจนสุดแม้เป็นกลุ่ม SMEs มีประสิทธิภาพสูงสุด Top 30% แรก ก็เข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% สวนทางบริษัทรายใหญ่ที่มีประสิทธิภาพระดับเดียวกันกลับเข้าถึงสินเชื่อสูงถึง 61%

ทั้งนี้ SMEs ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสูงเฉลี่ย 6.9% เมื่อเทียบบริษัทรายใหญ่ที่เสียดอกเบี้ยเพียง 3% ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ K-Shape รุนแรงขึ้น บริษัทรายใหญ่ยังเติบโตได้ แต่ SMEs รายย่อยกลับพังทลายและมีทิศทางดิ่งลงต่อเนื่อง

SMEs กู้อยู่ที่ 6.9% แต่รายใหญ่กู้เพียง 3% และนอกจากสินเชื่อ SMEs ติดลบแล้ว SMEs มีศักยภาพยังกู้ไม่ได้ รายใหม่ยิ่งกู้ไม่ได้เลย ดอกเบี้ยแพงมาก ทำให้ K-Shape ที่มีรุนแรงขึ้นชัดเจนและ SMEs รายย่อยพัง

ปฏิเสธสินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี’ 90% ผู้ว่าฯธปท.ห่วงกลุ่มมีประวัติ ‘หนี้เสีย-รายใหม่’กู้ยาก  sme crunch ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลของ SMEs อยู่ที่ 9.5% สูงกว่ารายใหญ่ที่อยู่ต่ำกว่า 2% อย่างมาก

นอกจากนี้หากดูบริษัท Zombie Firms ที่มีกำไรไม่เพียงพอกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็นเกือบ 6%

ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ต้องยอมรับความจริงว่าไม่สามารถช่วย SMEs ได้ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มไม่มีศักยภาพไม่ปรับตัวหรือผลิตสินค้าที่ต้นทุนสูงกว่าราคานำเข้าจากจีน 

รวมถึงกลุ่มค้าปลีกที่ต้องพ่ายแพ้ต่อแพลตฟอร์มออนไลน์ ดังนั้นการช่วยเหลือจึงต้องพุ่งเป้าไปที่ SMEs ที่มีกำไรและมีการเติบโต ซึ่งมีอยู่ 38% ของทั้งหมด เพื่อให้เป็นกลุ่มหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะเป็นเป้าหมายหลังของการช่วยเหลือในระยะข้างหน้า

  • เปิดแนวทาง 3 ด้านพยุง SMEs

สำหรับแนวทางการแก้ไขในอนาคตธปท.มุ่งเน้นการลดต้นทุนสำคัญ โดยเฉพาะ Credit Cost โดยธปท.อยู่ระหว่างการทำ 3ด้านสำคัญ

1.Credit Portalแพลตฟอร์มกลางที่จะเปิดตัวในเดือนธ.ค.เพื่อแก้ปัญหาการหาลูกค้าที่มีศักยภาพไม่เจอและลดต้นทุนในการค้นหา

2.กลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ(FIDF)มาตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันขนานไปกับบสย. ซึ่งตั้งเป้าช่วยปล่อยสินเชื่อให้ได้ 100,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อลดความเสี่ยง NPL และจูงใจให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้มากขึ้น

3. การใช้ Alternative Data เช่นข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และ e-Statement มาใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อช่วยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและ SMEs รายย่อยที่ไม่มีรายได้ประจำให้เข้าถึงระบบสินเชื่อได้ตามพฤติกรรมการจ่ายเงินจริง

ทั้งนี้มองว่าการแก้ปัญหา SMEs ต้องทำทั้งสองทาง คือฝั่งสถาบันการเงินต้องมีกลไกช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุน แต่ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจจริงต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย เพราะหากไม่ปรับตัว สินเชื่อเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในสภาวะการแข่งขันปัจจุบัน

  • จับตา ธปท.ออกมาตรการอุ้ม SMEs

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้ช่วยผู้บริหาร บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือ NCB กล่าวถึงแนวโน้มการออกมาตรการทางการเงินของธปท.ในระยะข้างหน้า คาดมี 7 ด้านสำคัญ

1.เน้นช่วย SMEs เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการคือ SMEs ที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569

2.ไม่ช่วย NPL ที่เกิดก่อนวันที่1 มิ.ย.2569 สำหรับ SMEs ที่เป็นหนี้เสีย หรือ NPLs ซึ่งอยู่ในสถานะ Stage 3 และหนี้เสียเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มิ.ย.2569 จะไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือ เพื่อป้องกันการเกิดพฤติกรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้หรือ“moral hazard”

3.กำหนดวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน โดยอาจช่วยเหลือ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง หรือช่วย“คนตัวเล็ก เปราะบาง”

4.กำหนด Cut-off วันที่ 1 ส.ค.2569 ในกรณี SMEs ที่มีสถานะเป็นลูกหนี้ปกติ หรือ Stage 1 แต่เคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ DR หรือ TDR จะต้องเป็นการปรับโครงสร้างหนี้หลังวันที่ 28 ก.พ.2569 ซึ่งกลุ่มนี้เป็นลูกหนี้ที่ยังชำระดี แต่มี “แผล” และได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐ

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม SMEs ที่อยู่สถานะ SM หรือ Stage 2 และ SMEs ที่เป็น NPL หรือ Stage 3 แต่สำหรับกลุ่ม Stage 3 ต้องพิจารณาประกอบกับเงื่อนไข 2 ข้อ คือ

1.ลดค่างวดผ่อน 30% หรืออาจเป็นสัดส่วนอื่น รูปแบบการช่วยเหลือ อาจเป็นการลดค่างวดผ่อนลงมา 30% หรืออาจเป็นสัดส่วนอื่น โดยส่วนที่เหลือให้นำไปจัดการในช่วงท้ายของตารางการชำระหนี้

แนวทางดังกล่าวในเชิงเปรียบเปรยว่าเป็นการ “ลดค่างวดแบบโปรไฟไหม้” เป็นเวลา 12 เดือนหรืออาจเป็นระยะเวลาอื่น

2.แหล่งเงินช่วยเหลือ จะมาจากการชะลอการจ่าย FIDF

  • จับตาวิกฤติลามกลุ่มไฮเอนด์

สอดคล้องกับ ด้านดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่มองว่า SMEs กำลังเผชิญปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารระดับสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อบ้านในระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม SMEs เริ่มต้น

และหากเป็นบ้านราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของกิจการหรือ SMEs Owner โดยปัญหาหลักที่พบคือเมื่อเป็นเจ้าของธุรกิจ SMEs บัญชีส่วนตัวและบัญชีบริษัทมักจะเป็นบัญชีเดียวกัน ทำให้ธนาคารมีความกังวลในการปล่อยกู้ เมื่อธนาคารพิจารณาจะพบความไม่สม่ำเสมอของรายได้และมีภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้กู้ไม่ผ่าน

สถานการณ์การกู้ไม่ผ่านในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ลูกค้ารายย่อย แต่พบว่ายังขยายวงกว้าง โดยเริ่มเห็นปัญหาการกู้ไม่ผ่านในเซกเมนต์บ้านราคา 5-12 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาตามเกณฑ์เดิมจะถือว่าเป็นกลุ่มระดับกลางถึงบน หรือหากเทียบตามนิยามใหม่ก็เข้าสู่กลุ่ม High-endแล้ว

ทั้งนี้จากการสำรวจพอร์ตของเสนาฯ พบว่ากลุ่มบ้านราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม SMEs Owner มีสัดส่วนประมาณ 10 %โดยอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้ารายบุคคลและ SMEs ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน

  • ยอมรับว่าตลาดระดับบนในปัจจุบันไม่ได้กู้ผ่านได้ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะในกลุ่มราคา 7-15 ล้านบาท ที่ถือเป็นระดับ High-end แล้วก็ยังประสบปัญหา
  • น่ากังวลกลุ่มลูกค้าปฏิเสธตัวเอง

นอกจากนี้ พบว่าแนวโน้มที่น่ากังวลอีกด้านคือการที่ลูกค้าปฏิเสธตัวเองหรือ Self-Reject ซึ่งหมายถึงกรณีที่ลูกค้าตัดสินใจยกเลิกการซื้อเอง แม้ว่าบางรายจะผ่านการพิจารณาสินเชื่อจากธนาคารแล้วก็ตาม สาเหตุหลักมาจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจ ปัญหานี้แก้ไขได้ยากกว่า

กรณีธนาคารปฏิเสธ เพราะการที่ธนาคารปฏิเสธเป็นปัญหาเชิงตัวเลขที่บริษัทสามารถช่วยแก้ไขได้

เช่น การให้ลูกค้ามาผ่อนชำระกับทางโครงการก่อนแต่ปัญหา Self-Reject เป็นปัญหาเชิงอารมณ์และความรู้สึก เช่น ความไม่มั่นใจส่วนตัว หรือคนในครอบครัวไม่เห็นด้วย ซึ่งทางบริษัทไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้

โดยหากดูสถิติในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาพบว่า สัดส่วนของ Self-Reject พุ่งสูงถึงกว่า 40% ของจำนวนผู้ที่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสัดส่วนที่ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30%

ทั้งนี้ในส่วนของเสนาฯเพื่อตอบโจทย์ปัญหาการกู้ไม่ผ่านที่เพิ่มขึ้น เสนาฯได้นำโมเดล “LivNex” หรือ “เช่าออมบ้าน”มาใช้กับโครงการบ้านระดับราคา 5-7 ล้านบาท และขยายไป

จนถึงระดับราคา 12 ล้านบาทแล้วในปัจจุบัน โดยเบื้องต้นมียอดผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 1,300 ราย และมีการโอนกรรมสิทธิ์ออกไปแล้วกว่า 200 ราย