นักวิเคราะห์เผย ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 8-10% แตะสูงสุดรอบ 2 เดือน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง หนุน PTT-PTTEP รับอานิสงส์
KEY POINTS
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง 8-10% จากสัปดาห์ก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
- สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกัน
- ปัจจัยหนุนเพิ่มเติมคือปริมาณสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ลดลง 4.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
- สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่า PTT และ PTTEP เป็นหุ้นที่น่าสนใจและได้รับอานิสงส์
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผสมผสาน โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง 8-10% จากสัปดาห์ก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง ขณะที่ตลาดยังประเมินว่าการเจรจาข้อตกลงและการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจยังไม่มีความคืบหน้าในระยะสั้น
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ช่วงต้นสัปดาห์ราคาน้ำมันถูกกดดันจากกรณีเวเนซุเอลาประกาศความร่วมมือด้านพลังงานกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต รวมถึงการพิจารณาถอนตัวจาก OPEC ที่อาจทำให้การผลิตในอนาคตไม่ถูกจำกัดด้วยโควตา แต่ราคาน้ำมันกลับมาฟื้นตัวแรงในช่วงถัดมา หลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง ภายหลังหยุดยิงมาตั้งแต่เดือนก.ค.
นอกจากนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณสต็อกน้ำมันดิบลดลง 4.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTT, PTTEP และ PTTGC ขณะที่หากนักลงทุนต้องการใช้หุ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ฝ่ายวิเคราะห์มอง PTT และ PTTEP น่าสนใจ
ด้านค่าการกลั่นสิงคโปร์ปรับตัวลดลง 13% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 9.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยานจะฟื้นตัวขึ้น แต่ภาพรวมยังถูกกดดันจาก Crack Spread น้ำมันเตา หลังตลาดคาดว่าการส่งออกของจีนในเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดประมูลจำหน่ายน้ำมันดีเซลของอินเดีย และปริมาณส่งออกดีเซลของรัสเซียที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานในภูมิภาคทยอยฟื้นตัวจากโรงกลั่นที่กลับมาเดินเครื่องหลังปิดซ่อมบำรุง ส่งผลลบต่อหุ้น TOP, SPRC, BCP, IRPC และ PTTGC
ส่วน Spread กลุ่มอะโรมาติกส์เคลื่อนไหวผสมผสาน โดย Spread BZ เพิ่มขึ้น 5% จากสัปดาห์ก่อน สวนทางกับ Spread PX ที่ลดลง 8% ตามต้นทุนวัตถุดิบ Naphtha ที่เร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ มองเป็นกลางต่อ PTTGC และ TOP
ขณะที่ Spread กลุ่มโอเลฟินส์ปรับตัวลดลง โดย Spread ผลิตภัณฑ์ Polymer ทั้ง HDPE และ PP ลดลงเฉลี่ย 15% จากสัปดาห์ก่อน ตามต้นทุน Naphtha ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลลบต่อ IRPC, SCC และ PTTGC โดย Spread Polymer ตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ปี 2569 ลดลงจากไตรมาสก่อน ตามอุปทานในตลาดที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาดหลังได้รับผลกระทบจากสงคราม ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปกติในไตรมาส 3/69 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน
สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี Polyester พบว่า Spread PET ฟื้นตัว 13% จากสัปดาห์ก่อน พลิกกลับมาเพิ่มขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อ IVL อย่างไรก็ตาม Spread ตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/69 ยังลดลงจากไตรมาสก่อน จากฐานที่สูงและปัจจัยฤดูกาลหลังผ่านช่วงฤดูร้อนในภูมิภาค แต่ยังฟื้นตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้แนวโน้มกำไรปกติของ IVL มีโอกาสชะลอตัวจากไตรมาสก่อน แต่ยังเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน





