ตลท. รับไอพีโอปีนี้ทรุดหนักรอบ 20 ปี คาดเข้าเทรดไม่เกิน 15 บริษัท หลังภาวะตลาดกดดัน บจ. ชะลอขายหุ้นรอจังหวะปีหน้า กางแผนผนึก ก.ล.ต.-บีโอไอ ปรับเกณฑ์รับกลุ่ม “นิวอีคอนอมี” ปรับเงื่อนไขดึง “ต่างชาติ-ลดขั้นตอนไฟล์ลิ่ง” เหลือ 100 วัน หวังสร้าง Snowball Effect ดันไทยสู่ศูนย์กลางระดมทุนยุคใหม่
KEY POINTS
- ตลท. คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีหุ้น IPO เข้าซื้อขายต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี โดยมีจำนวนไม่เกิน 15 บริษัท
- สาเหตุหลักมาจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยและกระบวนการยื่นเอกสาร (ไฟลิ่ง) ที่ใช้เวลานาน ทำให้หลายบริษัทตัดสินใจชะลอแผน
- ตลท. เตรียมปรับปรุงเกณฑ์ร่วมกับ ก.ล.ต. และบีโอไอ เพื่อดึงดูดบริษัทกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และบริษัทต่างชาติ โดยตั้งเป้าลดขั้นตอนไฟลิ่งให้เหลือประมาณ 100 วัน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) ในปี 2569 ยอมรับว่าปีนี้จะเป็นปีที่ “ต่ำที่สุดรอบ 20 ปี" โดยคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทเข้า IPO เพียง 10-15 แห่งเท่านั้น เนื่องจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้หลายบริษัทตัดสินใจรอจังหวะที่เหมาะสม สะท้อนภาพในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ต้องยอมรับว่ามีจำนวน IPO เข้าซื้อขาย (เทรด) น้อยมาก โดยผ่านมาเกือบ 8 เดือนของปี 2569 มี IPO เข้าเพียงแค่ 3 บริษัทเท่านั้น
“ตอนนี้ในระบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีที่บริษัทได้รับอนุญาตแบบคำขอให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่แล้ว (Approve) 6 แห่ง อยู่ระหว่างการอนุมัติอีก 6 ตัว เพราะบางตัวที่อนุมัติแต่อาจรอขายปีหน้า และ IPO ไปแล้ว 3 ตัว ถ้าย้อนกลับไปหลายปีที่แล้วมี 18 ตัว”
สำหรับขั้นตอนการเตรียมพร้อม IPO ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี บางรายอาจนานถึง 3-4 ปี ยังประเมินว่าทางด้านความคืบหน้าการผลักดัน 10 อุตสาหกรรมใหม่ ๆ (New Economy) คงไม่ทันในปีนี้ แต่อาจต้องรอผลลัพธ์ในปีหน้า หากสามารถประกอบแนวทางสนับสนุน 3 ส่วน ทั้ง ตลท., สำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ ๆ (New Economy) พร้อมแล้ว
หลังจากล่าสุด ตลท.ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับบริษัทใน 10 กลุ่ม New Economy เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เน้นกลยุทธ์ “New Game, New Business” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการธุรกิจใหม่
ขณะที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎเกณฑ์และขั้นตอนให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และ BOI กำลังพิจารณามาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับบริษัทต่างชาติหรือบริษัทไทยในกลุ่ม New Economy ที่จะเข้า IPO คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาสถัดไป ยังต้องรอตรงนี้ก่อน
“เมื่อ 3 ชิ้นส่วนนี้ ประกอบร่างกันเสร็จแล้ว เพื่อสร้างระบบนิเวศการระดมทุนที่เอื้อต่อธุรกิจสมัยใหม่ เช่น Data Center, Health Tech และ Food Tech หน้าที่ของตลท. ต่อไปคือออกไปหาลูกค้า ชี้ชวน เชิญชวนอุตสาหกรรมใหม่ๆ บริษัทที่มาเริ่มลงทุนในเมืองไทยให้สนใจระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ”
นายอัสสเดช กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่ตลาดของเรามีความน่าสนใจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Snowball Effect ถ้าเซกเตอร์ไหนเริ่มมาอยู่ที่เรา มีสเกลจำนวนมากขึ้น มองว่าจะเป็นตัวดึงดูดให้อุตสาหกรรมนั้น ๆ ซึ่งมองตลาดเราเป็นแหล่งระดมทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของอุตสาหกรรมเป้าหมายในระยะยาว
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การปรับเกณฑ์มาตรฐานการรับหลักทรัพย์ใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy) ที่ในบางกรณี บริษัทไม่จำเป็นต้องมีกำไรในปัจจุบัน แต่จะพิจารณาจากศักยภาพการเติบโตและรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแทน
“การเลือกว่าจะเข้าจดทะเบียนใน SET หรือ MAI ขึ้นอยู่กับ Expected Market Cap หากมีขนาดใหญ่พอจะเข้า SET แต่ถ้ายังเล็กอยู่จะเข้า MAI ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินรายได้หรือกำไรในอนาคต ซึ่งส่งผลต่อราคาที่นักลงทุนจะมอบให้”
อีกทั้ง ยังมีกลยุทธ์ดึงดูดบริษัทต่างชาติคือการปรับลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะบริษัทจากประเทศที่ ก.ล.ต. ยังไม่ได้ให้การรับรอง (Unrecognized Countries) เช่น เวียดนาม หรือไต้หวัน ซึ่งเดิมทีต้องเพิ่มทุนสูงถึง 15% หากจะเข้ามาจดทะเบียนในไทย ตลท. จึงได้ปรับเกณฑ์ให้เทียบเท่ากับประเทศที่ได้รับการรับรอง โดยลดสัดส่วนการเพิ่มทุนเหลือเพียง 5% เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายโอกาสให้ตลาดทุนไทยกว้างขึ้น
นอกจากนี้ ตลท. ยังมีความพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ Filing โดยตั้งเป้าหมายเมื่อเริ่มนับหนึ่ง Filing แล้ว ควรใช้ระยะเวลาเพียงประมาณ 100 วัน หรือ 2-3 เดือน จนถึงวันที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาด ซึ่งเป็นการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานในตลาดทุนที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ
สำหรับการดึงดูดบริษัทข้ามชาติและบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI นายอัสสเดช ยืนยันว่า จะไม่มีการลดคุณภาพ (Quality) ของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน แม้จะมีการผ่อนปรนเกณฑ์บางประการ เพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติ โดยตลท. มองว่ากระบวนการคัดกรองของ BOI และสถานะความเป็นบริษัทระดับโลก (Global Company) ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและเป็นการการันตีคุณภาพธุรกิจให้แก่นักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของบริษัทกลุ่ม New Economy ที่ยังไม่มีกำไรชัดเจน คือ การประเมินมูลค่า (Valuation) ที่ทำได้ยาก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลที่เพียงพอเพื่อให้พิจารณาราคาที่เหมาะสมได้
“ตลท. มีการพูดคุยและใช้นโยบายที่สอดรับกับ BOI และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามา”
นอกจากนี้ ตลท. ยังระบุถึงความสนใจในธุรกิจ Data Center โดยมองว่าการมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและชัดเจนขึ้นจะยิ่งช่วยยกระดับคุณภาพธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ดีกว่าเดิม
ทั้งนี้ ตลท. อยู่ระหว่างการวางแผนเดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศเพื่อชี้ชวนนักลงทุน โดยมีแนวคิดที่จะเชิญนายกรัฐมนตรีร่วมคณะด้วย หากกำหนดการของทางรัฐบาลมีความชัดเจนเป็นทางการ





