ใน “โลกยุคใหม่” ที่ความแน่นอนกลายเป็น “ความไม่แน่นอน” เมื่อระเบียบโลกดั้งเดิมที่เราคุ้นเคย กำลัง “ถูกท้าทาย” ด้วยความขัดแย้งและการแบ่งขั้วเศรษฐกิจ
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ให้มุมมองบนเวทีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2/2026 หัวข้อ “พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain” ไว้อย่าง “น่าสนใจ” เกี่ยวกับทิศทางของ “ตลาดทุนไทย” และ “ห่วงโซ่อุปทาน” ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
จุดสิ้นสุดของโลกาภิวัตน์แบบเดิม “ไพบูลย์” ชี้ให้เห็นว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ใน “ยุคโลกาภิวัตน์” ที่ทุกคนเป็นมิตรและช่วยเหลือกันเหมือนในตำราที่ใครผลิตได้ถูกกว่าก็ไปผลิตที่นั่นอีกต่อไป
ข้อมูลจาก “ดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk Index) สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากเหตุการณ์ในยูเครน อิสราเอล และอิหร่าน ปัจจุบันมีความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ (Ongoing conflict) กว่า 60 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นสถิติที่สูงเป็นประวัติการณ์และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโลก
จาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในภาคธุรกิจ คือการเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “Just-in-Time” ที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำสุด มาเป็น “Just-in-Case” ที่มุ่งเน้น “ความยืดหยุ่น” และ “การกระจายความเสี่ยง”
“ไพบูลย์” บอกต่อว่า วันนี้บริษัทระดับโลกอย่าง GM หรือ Apple เริ่มขยับฐานการผลิตออกจากแหล่งเดิมเพื่อหาทางเลือกใหม่ (Optional supplier) และหันไปหาพันธมิตรในกลุ่มที่ไว้ใจได้ หรือที่เรียกว่า “Friend-shoring” แม้ว่าแนวทางนี้จะแลกมาด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตก็ตาม
ไทย “เนื้อหอม” บนความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์
ท่ามกลางการ “จัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่” (Supply Chain Realignment) “ไพบูลย์” มองว่าประเทศไทยอยู่ในจังหวะที่ “เนื้อหอม” และมีโอกาสที่จะเป็น “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่”(Growth Engine) เนื่องด้วยจุดยืนที่เป็นกลาง มีความเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้าง Digital Infrastructure และ Data Center ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ และช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 2% จากการพึ่งพา “บุญเก่า”หรืออุตสาหกรรมเดิมที่อิ่มตัวแล้ว
“ตลาดทุนไทย” กุญแจหลักในการขับเคลื่อน
หัวใจสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่คือ “ทุนมหาศาล” ในภาวะที่หนี้ของประเทศไทย (ทั้งหนี้สาธารณะ หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้ครัวเรือน) พุ่งสูงเกิน 250% ของ GDP รัฐบาลไม่สามารถพึ่งพางบประมาณเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ดังนั้น ตลาดทุนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนหลักเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“ไพบูลย์” เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างตลาดทุนให้เข้มแข็ง เพื่อดึงดูดทั้งเงินออมในประเทศและเงินออมจากต่างชาติ (International Savings) มาขับเคลื่อนการเติบโต
Supply Chain Resiliency บรรทัดฐานใหม่นักลงทุน
“ไพบูลย์” กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียน (บจ.) วันนี้การมองเพียงผลประกอบการ หรือปัจจัย ESG อาจไม่เพียงพออีกต่อไป “ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน" (Supply Chain Resiliency) ได้กลายเป็น ”ปัจจัยที่ 9“ ที่นักลงทุนใช้ประเมินมูลค่าบริษัท
หากห่วงโซ่อุปทานไม่มั่นคงจะทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ หรือส่งมอบล่าช้าจนเสียโอกาสทางการตลาด
โดยนักลงทุนจะมองหา “คุณสมบัติ 4 ด้าน” ได้แก่
1. Flexibility: ความยืดหยุ่นในการปรับตัว
2.Trust: ความน่าเชื่อถือของพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน
3. Visibility: ความชัดเจนและตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดทั้งสาย (Traceability)
และ 4.Control: ความสามารถในการตัดสินใจที่แม่นยำ ( และควบคุมสถานการณ์)
ในมุมมองของนักลงทุน สะท้อนว่า ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Strength) จึงกลายเป็น “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) ที่สำคัญและเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนยุคปัจจุบัน
“หากบริษัทใดสามารถชูความแข็งแกร่งในจุดนี้ได้ ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสายตาของนักลงทุน”
ท้ายที่สุดแล้ว “ไพบูลย์” ย้ำเตือนให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะในโลกยุคใหม่นี้ ใครที่ไม่ปรับตัวจะอยู่รอดได้ยากลำบาก ในขณะที่ผู้ที่เตรียมพร้อมจะสามารถเปลี่ยน “ความเสี่ยง” ให้เป็น “โอกาสครั้งใหญ่” ของประเทศไทยได้
หากไทยสามารถตีโจทย์เรื่องการย้ายฐานการผลิตรอบใหญ่ได้แตก และเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนให้เข้มแข็งพอที่จะรองรับเม็ดเงินและการลงทุนใหม่ ๆ เราจะสามารถสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน


