วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เฟทโก้’ ถอดรหัส ‘ระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลก’ กับโอกาสครั้งใหญ่ของ ‘ตลาดทุนไทย’

ใน “โลกยุคใหม่” ที่ความแน่นอนกลายเป็น “ความไม่แน่นอน” เมื่อระเบียบโลกดั้งเดิมที่เราคุ้นเคย กำลัง “ถูกท้าทาย” ด้วยความขัดแย้งและการแบ่งขั้วเศรษฐกิจ 

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ให้มุมมองบนเวทีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2/2026 หัวข้อ “พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain” ไว้อย่าง “น่าสนใจ” เกี่ยวกับทิศทางของ “ตลาดทุนไทย” และ “ห่วงโซ่อุปทาน” ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง

จุดสิ้นสุดของโลกาภิวัตน์แบบเดิม “ไพบูลย์” ชี้ให้เห็นว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ใน “ยุคโลกาภิวัตน์” ที่ทุกคนเป็นมิตรและช่วยเหลือกันเหมือนในตำราที่ใครผลิตได้ถูกกว่าก็ไปผลิตที่นั่นอีกต่อไป

ข้อมูลจาก “ดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk Index) สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากเหตุการณ์ในยูเครน อิสราเอล และอิหร่าน ปัจจุบันมีความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ (Ongoing conflict) กว่า 60 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นสถิติที่สูงเป็นประวัติการณ์และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโลก

จาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในภาคธุรกิจ คือการเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “Just-in-Time” ที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำสุด มาเป็น “Just-in-Case” ที่มุ่งเน้น “ความยืดหยุ่น” และ “การกระจายความเสี่ยง”

“ไพบูลย์” บอกต่อว่า วันนี้บริษัทระดับโลกอย่าง GM หรือ Apple เริ่มขยับฐานการผลิตออกจากแหล่งเดิมเพื่อหาทางเลือกใหม่ (Optional supplier) และหันไปหาพันธมิตรในกลุ่มที่ไว้ใจได้ หรือที่เรียกว่า “Friend-shoring” แม้ว่าแนวทางนี้จะแลกมาด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตก็ตาม

ไทย “เนื้อหอม” บนความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์

ท่ามกลางการ “จัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่” (Supply Chain Realignment) “ไพบูลย์” มองว่าประเทศไทยอยู่ในจังหวะที่ “เนื้อหอม” และมีโอกาสที่จะเป็น “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่”(Growth Engine) เนื่องด้วยจุดยืนที่เป็นกลาง มีความเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้าง Digital Infrastructure และ Data Center ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ และช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 2% จากการพึ่งพา “บุญเก่า”หรืออุตสาหกรรมเดิมที่อิ่มตัวแล้ว

“ตลาดทุนไทย” กุญแจหลักในการขับเคลื่อน

หัวใจสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่คือ “ทุนมหาศาล” ในภาวะที่หนี้ของประเทศไทย (ทั้งหนี้สาธารณะ หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้ครัวเรือน) พุ่งสูงเกิน 250% ของ GDP รัฐบาลไม่สามารถพึ่งพางบประมาณเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ดังนั้น ตลาดทุนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนหลักเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

“ไพบูลย์” เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างตลาดทุนให้เข้มแข็ง เพื่อดึงดูดทั้งเงินออมในประเทศและเงินออมจากต่างชาติ (International Savings) มาขับเคลื่อนการเติบโต

Supply Chain Resiliency บรรทัดฐานใหม่นักลงทุน

“ไพบูลย์” กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียน (บจ.) วันนี้การมองเพียงผลประกอบการ หรือปัจจัย ESG อาจไม่เพียงพออีกต่อไป “ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน" (Supply Chain Resiliency) ได้กลายเป็น ”ปัจจัยที่ 9“ ที่นักลงทุนใช้ประเมินมูลค่าบริษัท

หากห่วงโซ่อุปทานไม่มั่นคงจะทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ หรือส่งมอบล่าช้าจนเสียโอกาสทางการตลาด 

โดยนักลงทุนจะมองหา “คุณสมบัติ 4 ด้าน” ได้แก่ 

1. Flexibility: ความยืดหยุ่นในการปรับตัว 

2.Trust: ความน่าเชื่อถือของพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน 

3. Visibility: ความชัดเจนและตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดทั้งสาย (Traceability) 

และ 4.Control: ความสามารถในการตัดสินใจที่แม่นยำ ( และควบคุมสถานการณ์)

ในมุมมองของนักลงทุน สะท้อนว่า ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Strength) จึงกลายเป็น “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) ที่สำคัญและเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนยุคปัจจุบัน

“หากบริษัทใดสามารถชูความแข็งแกร่งในจุดนี้ได้ ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสายตาของนักลงทุน”

ท้ายที่สุดแล้ว “ไพบูลย์” ย้ำเตือนให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะในโลกยุคใหม่นี้ ใครที่ไม่ปรับตัวจะอยู่รอดได้ยากลำบาก ในขณะที่ผู้ที่เตรียมพร้อมจะสามารถเปลี่ยน “ความเสี่ยง” ให้เป็น “โอกาสครั้งใหญ่” ของประเทศไทยได้

หากไทยสามารถตีโจทย์เรื่องการย้ายฐานการผลิตรอบใหญ่ได้แตก และเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนให้เข้มแข็งพอที่จะรองรับเม็ดเงินและการลงทุนใหม่ ๆ เราจะสามารถสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน