“ตอนนี้หลายอย่างเริ่มดึงดูดต่างชาติมากขึ้น นโยบายรัฐมีความต่อเนื่องและเกิดผลจริง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเริ่มเห็นผลบวก และส่งผลให้จีดีพีไทยมีโอกาสเติบโตสูงขึ้นในอนาคต” และนี่คือ ประโยคที่ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เอ่ยถึงทิศทางของ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณ “ความโดดเด่น” เป็นอับดับต้นๆ ของเอเชีย สะท้อนภาพของดัชนี SET INDEX สร้าง “ผลตอบแทนบวก” นับตั้งแต่ต้นปีที่ 29.82% (ณ วันที่ 16 ก.ค. 2569) ขณะที่ “เม็ดเงินต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าตั้งแต่ต้นปีรวม 69,331.28 ล้านบาท (ตัวเลข ณ 17 ก.ค.)
“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมของ “ตลาดหุ้นไทย” มีสัญญาณ “เชิงบวก” ชัดเจนจากทิศทาง “ฟันด์โฟลว์” ที่ไหลเข้าต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก “ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล”หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ซึ่งส่งผลให้ “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ” และ “การลงทุนภาครัฐ” มีความต่อเนื่อง ส่งสัญญาณบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับตัวขึ้นในอนาคต
“ดังนั้น หากไทยสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น”
แม้ว่าจะมี “ปัจจัยเสี่ยง” จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ “กดดันราคาพลังงาน” มีผลกระทบต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แน่นอน แต่มองว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งโลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย สิ่งสำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ว่า ไทยจะมีพลังงานใช้ต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลแสดงให้เห็นแล้วว่า “บริหารจัดการได้ ไม่ขาดแคลนพลังงาน” ในแง่การแข่งขันของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยมีความคล่องตัว (Agility) สูงในการปรับตัวเพื่อแข่งกับทั่วโลก ดังนั้น เชื่อว่า “บจ.ไทย” สามารถ “รับมือ” และ “รักษาศักยภาพการแข่งขัน” ในระดับโลกได้
สำหรับทิศทางของ “หุ้นไอพีโอ” (IPO) พบว่า เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตามทิศทางดัชนีและระดับราคาหุ้นที่น่าดึงดูดมากขึ้น เราคาดว่าจะทำให้บริษัทเอกชนเริ่มกลับมาให้ความสนใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์และการทำงานให้มีความกระชับและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว ซึ่งเริ่มมีความชัดเจนแล้ว และรอให้ทาง ก.ล.ต. ให้รายละเอียดเร็ว ๆ นี้
สะท้อนภาพครึ่งแรกปี 2569 พบว่ามีบริษัทที่เดินหน้าเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ทั้ง SET และ mai) เพียง 1 บริษัทเท่านั้น ได้แก่ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX เข้าซื้อขายในกระดาน SET ด้วยมูลค่าการระดมทุน 340.20 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO (Market Cap) 1,247.40 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง ระบุว่า สถานการณ์เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (ม.ค. - มิ.ย.) มี “นักลงทุนต่างชาติ” ได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุนในไทยแล้วถึง 640 ราย คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงถึง 187,614 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ของจำนวนผู้ประกอบการและมูลค่าเม็ดเงินเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จากการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน พบว่ากลุ่มทุนหลักยังคงมาจาก “5 ประเทศสูงสุด” (ม.ค.-มิ.ย.2569) “ประเทศจีน” เข้ามาเป็นอันดับ 1 จำนวน 110 ราย (17%) มูลค่าเงินลงทุน 35,479 ล้านบาท อันดับ 2 “สหรัฐฯ” จำนวน 107 ราย (17%) แต่มูลค่าเงินลงทุนค่อนข้างน้อยอยู่ที่ 6,043 ล้านบาทอันดับ 3 “ประเทศญี่ปุ่น” จำนวน 87 ราย (14%) แต่ครองแชมป์ “มูลค่าการลงทุนสูงที่สุด” ถึง 44,662 ล้านบาท อันดับ 4 “ประเทศสิงคโปร์” จำนวน 83 ราย (13%) สร้างเม็ดเงินลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 ที่ 37,867 ล้านบาท และอันดับ 5 “ฮ่องกง” จำนวน 59 ราย (9%) มูลค่าเงินลงทุน 13,088 ล้านบาท
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าสู่ “ตลาดหุ้น” และ “ภาคเศรษฐกิจไทย” อย่างต่อเนื่องในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึง “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีแรงดึงดูดในสายตาของ “ทุนข้ามชาติ” โดยเฉพาะกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากเอเชียอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ที่ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนในปัจจุบันอีกด้วย
“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากการประเมินทิศทางฟันด์โฟลว์พบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิต่อเนื่อง แม้ว่าปีนี้จะมีความผันผวนบ้างในช่วงสั้น แต่ปัจจุบันไหลเข้ามาใกล้ระดับ “แสนล้านบาท” มากขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วง “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เมื่อปี 2565 ที่มีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติสูงถึงกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพสะท้อน ปัจจัยหลักโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์สูงถึง 30% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของกำไรตลาดทั้งหมดเมื่อพิจารณาย้อนหลัง 5 ปี
ดังนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันให้ “กำไร” ของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในโซนสูง สถิติระบุว่าในช่วงปี 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2 พุ่งสูงถึง 3.4 แสนล้านบาท แต่ในรอบนี้กำไร บจ.มีโอกาสทำ All-time High ใหม่ที่ระดับ 3.57 แสนล้านบาทสูงกว่าช่วงวิกฤติที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน หุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเชิงรับ (Defensive) จำนวนมาก และมีระดับราคา (Valuation) ที่ค่อนข้างถูก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI หรือราคาหุ้นต่างประเทศที่แพงเกินไป ส่งผลให้เงินทุนเริ่มหมุนเวียนมาสู่หุ้นที่มีความปลอดภัยและราคาถูกเช่นในไทย


