วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เบื้องหลัง ‘ฟันด์โฟลว์’ หวนคืนหุ้นไทย ‘อัสสเดช’ ส่งสัญญาณเชื่อมั่นต่างชาติฟื้น

“ตอนนี้หลายอย่างเริ่มดึงดูดต่างชาติมากขึ้น นโยบายรัฐมีความต่อเนื่องและเกิดผลจริง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเริ่มเห็นผลบวก และส่งผลให้จีดีพีไทยมีโอกาสเติบโตสูงขึ้นในอนาคต” และนี่คือ ประโยคที่ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เอ่ยถึงทิศทางของ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณ “ความโดดเด่น” เป็นอับดับต้นๆ ของเอเชีย สะท้อนภาพของดัชนี SET INDEX สร้าง “ผลตอบแทนบวก” นับตั้งแต่ต้นปีที่ 29.82% (ณ วันที่ 16 ก.ค. 2569) ขณะที่ “เม็ดเงินต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าตั้งแต่ต้นปีรวม 69,331.28 ล้านบาท (ตัวเลข ณ 17 ก.ค.) 

“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมของ “ตลาดหุ้นไทย” มีสัญญาณ “เชิงบวก” ชัดเจนจากทิศทาง “ฟันด์โฟลว์” ที่ไหลเข้าต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก “ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล”หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ซึ่งส่งผลให้ “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ” และ “การลงทุนภาครัฐ” มีความต่อเนื่อง ส่งสัญญาณบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับตัวขึ้นในอนาคต

เบื้องหลัง ‘ฟันด์โฟลว์’ หวนคืนหุ้นไทย ‘อัสสเดช’ ส่งสัญญาณเชื่อมั่นต่างชาติฟื้น

“ดังนั้น หากไทยสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น” 

แม้ว่าจะมี “ปัจจัยเสี่ยง” จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ “กดดันราคาพลังงาน” มีผลกระทบต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แน่นอน แต่มองว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งโลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย สิ่งสำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ว่า ไทยจะมีพลังงานใช้ต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลแสดงให้เห็นแล้วว่า “บริหารจัดการได้ ไม่ขาดแคลนพลังงาน” ในแง่การแข่งขันของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยมีความคล่องตัว (Agility) สูงในการปรับตัวเพื่อแข่งกับทั่วโลก ดังนั้น เชื่อว่า “บจ.ไทย” สามารถ “รับมือ” และ “รักษาศักยภาพการแข่งขัน” ในระดับโลกได้

สำหรับทิศทางของ “หุ้นไอพีโอ” (IPO) พบว่า เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตามทิศทางดัชนีและระดับราคาหุ้นที่น่าดึงดูดมากขึ้น เราคาดว่าจะทำให้บริษัทเอกชนเริ่มกลับมาให้ความสนใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนอีกครั้ง 

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์และการทำงานให้มีความกระชับและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว ซึ่งเริ่มมีความชัดเจนแล้ว และรอให้ทาง ก.ล.ต. ให้รายละเอียดเร็ว ๆ นี้

สะท้อนภาพครึ่งแรกปี 2569 พบว่ามีบริษัทที่เดินหน้าเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ทั้ง SET และ mai) เพียง 1 บริษัทเท่านั้น ได้แก่ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX เข้าซื้อขายในกระดาน SET ด้วยมูลค่าการระดมทุน 340.20 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO (Market Cap) 1,247.40 ล้านบาท

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง ระบุว่า สถานการณ์เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (ม.ค. - มิ.ย.) มี “นักลงทุนต่างชาติ” ได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุนในไทยแล้วถึง 640 ราย คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงถึง 187,614 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ของจำนวนผู้ประกอบการและมูลค่าเม็ดเงินเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน พบว่ากลุ่มทุนหลักยังคงมาจาก “5 ประเทศสูงสุด” (ม.ค.-มิ.ย.2569) “ประเทศจีน” เข้ามาเป็นอันดับ 1 จำนวน 110 ราย (17%) มูลค่าเงินลงทุน 35,479 ล้านบาท อันดับ 2 “สหรัฐฯ” จำนวน 107 ราย (17%) แต่มูลค่าเงินลงทุนค่อนข้างน้อยอยู่ที่ 6,043 ล้านบาทอันดับ 3 “ประเทศญี่ปุ่น” จำนวน 87 ราย (14%) แต่ครองแชมป์ “มูลค่าการลงทุนสูงที่สุด” ถึง 44,662 ล้านบาท อันดับ 4 “ประเทศสิงคโปร์” จำนวน 83 ราย (13%) สร้างเม็ดเงินลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 ที่ 37,867 ล้านบาท และอันดับ 5 “ฮ่องกง” จำนวน 59 ราย (9%) มูลค่าเงินลงทุน 13,088 ล้านบาท

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าสู่ “ตลาดหุ้น” และ “ภาคเศรษฐกิจไทย” อย่างต่อเนื่องในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึง “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีแรงดึงดูดในสายตาของ “ทุนข้ามชาติ” โดยเฉพาะกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากเอเชียอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ที่ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนในปัจจุบันอีกด้วย 

“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากการประเมินทิศทางฟันด์โฟลว์พบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิต่อเนื่อง แม้ว่าปีนี้จะมีความผันผวนบ้างในช่วงสั้น แต่ปัจจุบันไหลเข้ามาใกล้ระดับ “แสนล้านบาท” มากขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วง “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เมื่อปี 2565 ที่มีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติสูงถึงกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพสะท้อน ปัจจัยหลักโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์สูงถึง 30% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของกำไรตลาดทั้งหมดเมื่อพิจารณาย้อนหลัง 5 ปี 

ดังนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันให้ “กำไร” ของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในโซนสูง สถิติระบุว่าในช่วงปี 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2 พุ่งสูงถึง 3.4 แสนล้านบาท แต่ในรอบนี้กำไร บจ.มีโอกาสทำ All-time High ใหม่ที่ระดับ 3.57 แสนล้านบาทสูงกว่าช่วงวิกฤติที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน หุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเชิงรับ (Defensive) จำนวนมาก และมีระดับราคา (Valuation) ที่ค่อนข้างถูก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI หรือราคาหุ้นต่างประเทศที่แพงเกินไป ส่งผลให้เงินทุนเริ่มหมุนเวียนมาสู่หุ้นที่มีความปลอดภัยและราคาถูกเช่นในไทย