“ไทยบีเอ็มเอ-ซีไอเอ็มบี” ชี้จุดเปลี่ยน “บอนด์ยีลด์โลก” ดิ่งแตะ 4.9% รับเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ หนุน “บอนด์ยีลด์ไทย” อายุ 10 ปี ย่อแตะ 2.2% ย้ำสเปรดกว้างสุดในรอบ 3 ปี ถือเป็นจังหวะดีโอกาสลงทุน แนะใช้ “เงินเย็น” ทยอยสะสม-หลีกเลี่ยงเก็งกำไรระยะสั้น
KEY POINTS
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.2% ตามทิศทางของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
- ส่วนต่าง (Spread) ของบอนด์ยีลด์ไทย 10 ปีกับดอกเบี้ยนโยบายกว้างที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้บอนด์ยีลด์ปรับลดลงได้อีก
- ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว แต่แนะนำให้ทยอยลงทุนและหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นเนื่องจากตลาดยังมีความผันผวน
ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 5% มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4.9% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงตามลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2.2%
นางสาวอริยา ติรณปกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางบอนด์สหรัฐที่ปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวานนี้ (3 พ.ย.2569) มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยการเมืองและการคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง หากพรรคหรือฝ่ายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” เสียที่นั่งในสภาจำนวนมาก อาจส่งผลให้นโยบายการใช้จ่ายงบประมาณต่าง ๆ ไม่สามารถผลักดันได้ง่ายเหมือนเดิม รวมถึงมุมมองต่อสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความคาดหวังในตลาดการเงินโลก
ขณะที่ “บอนด์ยีลด์ไทย” เคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับสหรัฐ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐ บอนด์ยีลด์ไทย รุ่นอายุ 10 ปี MTD ปรับตัวลดลงมากกว่า มากกว่า 20 bps หรือ 0.2% แล้ว
ฝั่งนักลงทุนในประเทศยังชะลอลงทุน รอดูจังหวะให้บอนด์ยีลด์ดีดตัวกลับมาก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ต่างชาติจะเห็นว่าจังหวะนี้ทยอยขายทำกำไรบางส่วน ราว 3,000 ล้านบาท เป็นระดับปกติ
โดยมองว่าตอนนี้ต้นทุนบอนด์ยีลด์ไทย 10 ปี มีส่วนต่าง (Spread) ห่างจาก “ดอกเบี้ยนโยบาย” ค่อนข้างมากที่สุดในรอบ 3 ปี ประกอบกับเงินเฟ้อบ้านเราไม่ได้สูง ทำให้มีโอกาสที่บอนด์ยีลด์ไทยจะปรับลดลงได้อีก น่าจะมีบริษัทใหญ่ ๆ มาออกเพิ่มยังต้องต้องติดตามสถานการณ์
แต่ที่ผ่านมาแม้ดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ปรับขึ้นและบอนด์ยีลด์ยังอยู่ในระดับสูง จากสัญญาณเฟดและบอนด์ยีลด์ไทยขยับขึ้นตาม อย่างไรก็ตามส่วนชดเชยความเสี่ยงที่อยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ทำให้ต้นทุนเอกชนไม่ได้สูงมากนัก
ขณะเดียวกัน จริง ๆ แล้วการลงทุนในตราสารหนี้ไทยสามารถลงทุนได้ตลอด แต่ต้องใช้ “เงินเย็น” เพราะการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ หากวันข้างหน้า บอนด์ยีลด์กลับตัวเด้งขึ้น ราคา NAV ของกองทุนอาจปรับลดลงได้ชั่วคราว ดังนั้น แนะควรจะทยอยลงทุนมากกว่า แทนที่จะใส่เงินก้อนใหญ่ทีเดียว
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การปรับลดลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐเกิดจาก “4 ปัจจัยหลักผสมผสานกัน” ได้แก่
1.การโยกย้ายเงินทุนสู่ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) จากวิกฤติยุโรป จากปัญหาเศรษฐกิจและความกังวลในยุโรปผลักดันให้เงินทุนไหลออกจากยุโรปข้ามมาถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ และเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อความปลอดภัย
2.บทบาทการถ่วง “ดุลการก่อหนี้ภาครัฐ” หากคะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าจะเกิดการถ่วงดุลอำนาจในสภาสหรัฐ ซึ่งจะช่วยยับยั้งไม่ให้รัฐบาลก่อหนี้สาธารณะเกินตัว รวมถึงการต่อรองเรื่องเพดานหนี้ (Debt Ceiling) และการขู่ Shutdown ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น
3.“สายนโยบายกำกับดูแล” และ “การคุมเกมปัญญาประดิษฐ์ (AI)” หากพรรคเดโมแครตมีจุดยืนเน้นการออกกฎระเบียบคุมเข้ม หากเข้ามามีบทบาทจะเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งการคุมเข้มดังกล่าวอาจทำให้เกิดการปรับฐานในตลาดหุ้นผลักดันให้ “เงินทุน” ไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่ “ตลาดพันธบัตรแทน”
และ 4.ความหวัง “การเจรจายกเว้นความขัดแย้ง” ตลาดเริ่มสะท้อนความคาดหวังเรื่องการหาทางออก หรือข้อตกลงเจรจาในพื้นที่สงคราม ทำให้เงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่การลงทุนในพันธบัตร
“มองการปรับลดลงของบอนด์ยีลด์ สหรัฐฯ ในรอบนี้เกิดจากปัจจัยผสมผสาน ผลจากความผันผวนในยุโรป การถ่วงดุลนโยบายการเงินสหรัฐ และแรงดันจากสายนโยบายกำกับดูแลที่อาจกระแทกหุ้นกลุ่ม AI จนเงินทุนไหลซบตลาดบอนด์”
ในส่วนของ “ตลาดพันธบัตรไทย” การปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.2% มองว่าไม่เพียงเกิดจากการเคลื่อนไหวตามทิศทางพันธบัตรสหรัฐเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากการปรับพอร์ตของ “นักลงทุนต่างชาติ” เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะตัวและเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือใน “กลุ่มตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets) ส่งผลให้เกิดการสับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนมายังพันธบัตรไทย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้ ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยที่ระดับ 2.2% ถือเป็น “จังหวะและไทม์มิ่งที่ดี” ในการเข้าลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควร “เร่งเก็งกำไรในระยะสั้น” เนื่องจากตลาดยังคงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วง 2 วันหลังทราบผลการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งตลาดอาจมีการพลิกกลับได้อีกรอบ
ขณะเดียวกัน ในมุมของตลาดหุ้นไทยมองว่าตลาดรับรู้ข่าวสารไปค่อนข้างมากแล้ว และเนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยไม่มีหุ้นกลุ่ม AI จึงคาดว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้นเทคในสหรัฐ





