“บลจ.กรุงศรี” กางแผนครึ่งหลังปี 69 มั่นใจ “เอยูเอ็ม” เข้าเป้า 7.2 แสนล้าน จากครึ่งปีแรก ทำได้แล้ว 6.91 แสนล้าน พร้อมชู “ตราสารหนี้-หุ้นไทยปันผลสูง 5-7%” รับมือปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังดึง “ฟันด์โฟลว์” มองเป้าดัชนีฯ สิ้นปีลุ้นแตะ 1,700 จุด
KEY POINTS
- บลจ.กรุงศรี ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) สิ้นปี 2569 แตะ 7.2 แสนล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่ทำได้ 6.91 แสนล้านบาท
- ประเมินดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีหลังในกรณีดีที่สุด (Best Case) มีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด โดยมีแนวรับที่ 1,400 จุด
- กลยุทธ์ครึ่งปีหลังจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และยกระดับบริการด้านดิจิทัลเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้นักลงทุน
นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ที่ 691,000 ล้านบาท โดยธุรกิจกองทุนรวมยังคงเป็นแกนหลัก ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 531,000 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งการตลาด 8.10% ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)
ทั้งนี้ หากในช่วงครึ่งปีหลังไม่มีปัจจัยเสี่ยงใหม่เข้ามาลบภาพรวม บริษัทมั่นใจจะสามารถดัน AUM เติบโตบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 720,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน
สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลังจะยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนต่อเนื่อง ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อย่าง Invesco เพื่อออกกองทุนใหม่ที่ตอบโจทย์สภาวะตลาด ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการดิจิทัล ทั้ง การติดตามพอร์ตผ่าน LINE Connect การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่บนแอปพลิเคชัน @ccess Mobile และ การปรับโฉม @ccess Online เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ลงทุน
นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า สำหรับทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” ช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” แต่ “ไม่หวือหวา” โดยเป็นการทยอยปรับมุมมองให้สมเหตุสมผลตามผลตอบแทนจาก “เงินปันผล” (Dividend Yield) ที่นักลงทุนจะได้รับ มองกรอบแนวต้านที่ 1,650-1,700 จุด และแนวรับ ที่ 1,400 จุด
ทั้งนี้ ต้องรอติดตามการประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 และภาพรวมครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ครบถ้วนก่อน หากไม่ออกมาแย่กว่าที่คาดไว้จะเป็นปัจจัยหนุน หลังจากงบกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังออกมาดีต่อเนื่อง
โดยประเมิน “ดัชนีหุ้นไทย” ปีนี้ มองว่า “กรณีดีที่สุด” (Best Case) มองที่ระดับ 1,700 จุด (P/E 17.0 เท่า) จาก “กรณีฐาน” (Base Case) มองที่ 1,620 จุด (P/E 16.6 เท่า) แล้ว “กรณีแย่ที่สุด” (Worst Case) มองว่าที่ระดับ 1,400 จุด (P/E 14.4 เท่า)
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังจะมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ยังมีโอกาสทยอยไหลเข้า จากนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายขายสุทธิมานาน 5-6 ปี และปีนี้ถือเป็นปีแรกเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าช้อนซื้อ (ต้นทุนเฉลี่ยช่วง 1,200-1,600 จุด) โดยเน้นไปที่การคาดหวังเงินปันผลระดับสูงเป็นหลัก มากกว่าการเติบโตของกำไรที่หวือหวา
อีกทั้ง มองจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่เป็น “จุดพลิกผัน” ทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรง แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา “นักลงทุนสถาบัน” และ “รายย่อยในประเทศ” จะมีแรงขายสุทธิออกมาราว 5-6 หมื่นล้านบาท มองว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลในการขายทำกำไร เพราะตั้งแต่ช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงจาก 1,800 จุด มาอยู่ที่ 1,000 จุด และฟื้นกลับมาในระดับปัจจุบัน ที่ระดับ 1,650 จุด และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นไทยที่ระดับ 5-7% มองว่ายังคงมีความน่าสนใจสูงมาก
สำหรับ “กลุ่มอุตสาหกรรม” และ “ธีมการลงทุนหุ้น” ที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังคงเป็นกลุ่มยอดนิยม เนื่องจากมีความสามารถในการบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดี มีกระแสเงินสดสูง และเริ่มเห็นธีมการซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น 2. กลุ่มท่องเที่ยว มองการฟื้นตัวของท่องเที่ยวจะช่วยดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาระดับ 4-6 หมื่นล้านบาทในปีนี้ โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนใหม่สูงมาก รวมถึง 3.กลุ่มเกษตร หากราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มดีขึ้น ถ้าผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญลดลงได้
แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของการเติบโตเชิงโครงสร้าง นักลงทุนต้องระมัดระวัง เรื่องการกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนีสูง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาอาหาร และอัตราเงินเฟ้อ
“การกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนีสูและสภาวะ Valuation ที่ตึงตัวของหุ้นบางตัว อาจสร้างความผันผวนต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังและเน้นปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก“
ทางด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง นายศิระ ชี้ว่า ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังประเทศรอบข้าง
รวมถึง เงินเฟ้อและราคาน้ำมัน คาดการณ์เงินเฟ้อไทยครึ่งปีหลังจะยังทรงตัวในระดับสูงที่ 3-4% จากปัจจัยฐานต่ำในปีก่อน ประกอบกับค่าครองชีพที่ขยับตามต้นทุนน้ำมัน อย่างไรก็ดี มองว่าหากราคาน้ำมันดิบไม่ทะลุเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่มีเศรษฐกิจหลัก “เกิดภาวะถดถอย” (Recession) ก็ยังถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนใน “ตราสารหนี้” ทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปีนี้ และปีหน้า แม้จะยังไม่เข้าสู่รอบ “ขาขึ้น” เหมือนต่างประเทศ แต่ “รอบขาลงได้จบลงแล้ว” โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป ธปท. น่าจะรอให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภาพเกิน 2.7% ต่อปีก่อน ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มองว่าจะยัง “ไม่ขึ้นดอกเบี้ย” ในปีนี้เนื่องจาก “เงินเฟ้อ” ยังเกินเป้าหมายระดับ 2% แต่ตลาดได้รับข่าวคาดการณ์ล่วงหน้าไปแล้วว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 2 ครั้งในปีหน้า
ดังนั้น ธีมการลงทุนเด่นในปี 2569 ยังคงมองว่า AI เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดเนื่องจากพื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่งมาก การลงทุนทางด้าน AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างมาก แนะนำให้ลงทุนกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech ในช่วงที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor กำลังปรับฐาน พร้อมแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น หุ้นกลุ่ม Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยจัดสรรเงินลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50%ครอบคลุมการลงทุนทั้งในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยี หุ้นจีน หุ้นปันผล และกลุ่มเฮลท์แคร์ ควบคู่กับการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมลงทุนในกองทุน RMF และ Thai ESG เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี





