วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘บลจ.กรุงศรี’ ล็อกเป้า AUM แตะ 7.2 แสนล้าน ลุ้นดัชนีฯ กรณีดีสุด 1,700 จุด

“บลจ.กรุงศรี” กางแผนครึ่งหลังปี 69 มั่นใจ “เอยูเอ็ม” เข้าเป้า 7.2 แสนล้าน จากครึ่งปีแรก ทำได้แล้ว 6.91 แสนล้าน พร้อมชู “ตราสารหนี้-หุ้นไทยปันผลสูง 5-7%” รับมือปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังดึง “ฟันด์โฟลว์” มองเป้าดัชนีฯ สิ้นปีลุ้นแตะ 1,700 จุด

KEY POINTS

  • บลจ.กรุงศรี ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) สิ้นปี 2569 แตะ 7.2 แสนล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่ทำได้ 6.91 แสนล้านบาท
  • ประเมินดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีหลังในกรณีดีที่สุด (Best Case) มีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด โดยมีแนวรับที่ 1,400 จุด
  • กลยุทธ์ครึ่งปีหลังจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และยกระดับบริการด้านดิจิทัลเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้นักลงทุน

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ที่ 691,000 ล้านบาท โดยธุรกิจกองทุนรวมยังคงเป็นแกนหลัก ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 531,000 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งการตลาด 8.10% ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

ทั้งนี้ หากในช่วงครึ่งปีหลังไม่มีปัจจัยเสี่ยงใหม่เข้ามาลบภาพรวม บริษัทมั่นใจจะสามารถดัน AUM เติบโตบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 720,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน 

สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลังจะยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนต่อเนื่อง ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อย่าง Invesco เพื่อออกกองทุนใหม่ที่ตอบโจทย์สภาวะตลาด ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการดิจิทัล ทั้ง การติดตามพอร์ตผ่าน LINE Connect การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่บนแอปพลิเคชัน @ccess Mobile และ การปรับโฉม @ccess Online เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ลงทุน

 

นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า สำหรับทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” ช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” แต่ “ไม่หวือหวา” โดยเป็นการทยอยปรับมุมมองให้สมเหตุสมผลตามผลตอบแทนจาก “เงินปันผล” (Dividend Yield) ที่นักลงทุนจะได้รับ มองกรอบแนวต้านที่ 1,650-1,700 จุด และแนวรับ ที่ 1,400 จุด  

ทั้งนี้ ต้องรอติดตามการประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 และภาพรวมครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ครบถ้วนก่อน หากไม่ออกมาแย่กว่าที่คาดไว้จะเป็นปัจจัยหนุน หลังจากงบกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังออกมาดีต่อเนื่อง

โดยประเมิน “ดัชนีหุ้นไทย” ปีนี้ มองว่า “กรณีดีที่สุด” (Best Case) มองที่ระดับ 1,700 จุด (P/E 17.0 เท่า) จาก “กรณีฐาน” (Base Case) มองที่ 1,620 จุด (P/E 16.6 เท่า) แล้ว “กรณีแย่ที่สุด” (Worst Case) มองว่าที่ระดับ 1,400 จุด (P/E 14.4 เท่า)

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังจะมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ยังมีโอกาสทยอยไหลเข้า จากนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายขายสุทธิมานาน 5-6 ปี และปีนี้ถือเป็นปีแรกเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าช้อนซื้อ (ต้นทุนเฉลี่ยช่วง 1,200-1,600 จุด) โดยเน้นไปที่การคาดหวังเงินปันผลระดับสูงเป็นหลัก มากกว่าการเติบโตของกำไรที่หวือหวา

อีกทั้ง มองจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่เป็น “จุดพลิกผัน” ทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรง แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา “นักลงทุนสถาบัน” และ “รายย่อยในประเทศ” จะมีแรงขายสุทธิออกมาราว 5-6 หมื่นล้านบาท มองว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลในการขายทำกำไร เพราะตั้งแต่ช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงจาก 1,800 จุด มาอยู่ที่ 1,000 จุด และฟื้นกลับมาในระดับปัจจุบัน ที่ระดับ 1,650 จุด และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นไทยที่ระดับ 5-7% มองว่ายังคงมีความน่าสนใจสูงมาก

สำหรับ “กลุ่มอุตสาหกรรม” และ “ธีมการลงทุนหุ้น” ที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังคงเป็นกลุ่มยอดนิยม เนื่องจากมีความสามารถในการบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดี มีกระแสเงินสดสูง และเริ่มเห็นธีมการซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น 2. กลุ่มท่องเที่ยว มองการฟื้นตัวของท่องเที่ยวจะช่วยดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาระดับ 4-6 หมื่นล้านบาทในปีนี้ โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนใหม่สูงมาก รวมถึง 3.กลุ่มเกษตร หากราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มดีขึ้น ถ้าผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญลดลงได้

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของการเติบโตเชิงโครงสร้าง นักลงทุนต้องระมัดระวัง เรื่องการกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนีสูง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาอาหาร และอัตราเงินเฟ้อ

“การกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนีสูและสภาวะ Valuation ที่ตึงตัวของหุ้นบางตัว อาจสร้างความผันผวนต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังและเน้นปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก“

ทางด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง นายศิระ ชี้ว่า ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังประเทศรอบข้าง

รวมถึง เงินเฟ้อและราคาน้ำมัน คาดการณ์เงินเฟ้อไทยครึ่งปีหลังจะยังทรงตัวในระดับสูงที่ 3-4% จากปัจจัยฐานต่ำในปีก่อน ประกอบกับค่าครองชีพที่ขยับตามต้นทุนน้ำมัน อย่างไรก็ดี มองว่าหากราคาน้ำมันดิบไม่ทะลุเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่มีเศรษฐกิจหลัก “เกิดภาวะถดถอย” (Recession) ก็ยังถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนใน “ตราสารหนี้” ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปีนี้ และปีหน้า แม้จะยังไม่เข้าสู่รอบ “ขาขึ้น” เหมือนต่างประเทศ แต่ “รอบขาลงได้จบลงแล้ว” โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป ธปท. น่าจะรอให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภาพเกิน 2.7% ต่อปีก่อน ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มองว่าจะยัง “ไม่ขึ้นดอกเบี้ย” ในปีนี้เนื่องจาก “เงินเฟ้อ” ยังเกินเป้าหมายระดับ 2% แต่ตลาดได้รับข่าวคาดการณ์ล่วงหน้าไปแล้วว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 2 ครั้งในปีหน้า

ดังนั้น ธีมการลงทุนเด่นในปี 2569 ยังคงมองว่า AI เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดเนื่องจากพื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่งมาก การลงทุนทางด้าน AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างมาก แนะนำให้ลงทุนกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech ในช่วงที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor กำลังปรับฐาน พร้อมแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น หุ้นกลุ่ม Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยจัดสรรเงินลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50%ครอบคลุมการลงทุนทั้งในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยี หุ้นจีน หุ้นปันผล และกลุ่มเฮลท์แคร์ ควบคู่กับการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมลงทุนในกองทุน RMF และ Thai ESG เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี