โบรกประเมิน “ตะวันออกกลาง” ตึงเครียดอีกครั้ง กดดันตลาดทุนหลังความเสี่ยงราคาพลังงานขยับขึ้น “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” มองโอกาสราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังมีน้อย “บล.บัวหลวง” ชี้เริ่มคุ้นชินและหันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากขึ้น “บล.หยวนต้า” คาดผลกระทบระรอบนี้จะไม่รุนแรงเท่าอดีต จากหลายประเทศเตรียมสำรองน้ำมันไว้แล้ว
เมื่อความตึงเครียดใน “ตะวันออกกลาง” กลับมาเป็นปัจจัยที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา หลัง “ความเสี่ยง” ต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางเดินเรือสำคัญเพิ่มขึ้น สะท้อนภาพทิศทาง “ราคาน้ำมัน” มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง แม้โอกาสพุ่งรุนแรง “ยังจำกัด” ส่งผลให้ “หุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี-โรงกลั่น-เดินเรือ” ยังเป็นธีมลงทุนที่ “น่าสนใจ” อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามความเสี่ยงหากความขัดแย้งขยายวงกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ตลาดยังกังวลความเสี่ยงที่อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือ แต่ประเมินว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งถึง 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล “ยังมีน้อย” โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากหลายประเทศมีการกระจายแหล่งนำเข้าและมีอุปทานจากสหรัฐฯ เข้ามาชดเชย
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศแถบอ่าวอาหรับ อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรงกว่าคาด ขณะที่ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมามีบทบาท อาจเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านและผลักดันราคาน้ำมันเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้
สำหรับกลุ่มโรงกลั่นยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยอุปทานในตลาดโลกมากกว่าประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ โดยค่าการกลั่นฟื้นขึ้นสู่ราว 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ปี 2569 จากการที่จีนชะลอส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเหตุโจมตีโรงกลั่นในรัสเซีย ขณะที่ครึ่งปีหลังคาด GRM จะทรงตัวในช่วง 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้อาจอ่อนตัวหากจีนกลับมาส่งออกตามปกติ แต่กำไรกลุ่มพลังงานยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
ด้านกลยุทธ์ลงทุน “ตลาดหุ้นไทย” ยังน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนราวหนึ่งในสามของมูลค่าตลาด หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนและเพิ่มบทบาทของตลาดหุ้นไทยในฐานะสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีความผันผวนสูง โดยความขัดแย้งเป็นลักษณะ “On-Off” มีทั้งการใช้กำลังและการเจรจาสลับกัน แม้จะเกิดเหตุโจมตีเรือเป็นระยะ แต่ทุกฝ่ายยังพยายามหาทางออกผ่านการเจรจา จึงประเมินว่าวิกฤตมีแนวโน้มยืดเยื้อ แต่ยังไม่น่าบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ในด้านผลกระทบต่อตลาดทุน มองว่านักลงทุนเริ่มคุ้นชินกับข่าวความขัดแย้ง ทำให้ตลาดหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้ามากขึ้น ขณะที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในกรอบ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำถือหุ้นที่เป็น War & Inflation Hedge โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง หุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ PTTEP, PTTGC และ PTT ซึ่งได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้ายังน่าสนใจจากกระแสเงินทุนที่เริ่มไหลเข้า หลังความชัดเจนของ พ.ร.บ.เงินกู้
นอกจากนี้ คาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยประเมินเป้าหมายดัชนี SET INDEX ที่ระดับ 1,700 จุด ในช่วงกลางปีหน้า
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามความเสี่ยงที่สงครามอาจขยายวงไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย หรือหากกลุ่มฮูตีเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี ซึ่งอาจกระทบอุปทานพลังงานโลกและเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงิน
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ตลาดยังกังวลความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และมาตรการการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ประเมินว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน เนื่องจากหลายประเทศได้เพิ่มการสำรองน้ำมันและกระจายแหล่งพลังงาน ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานลดลง
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือมีการปิดช่องแคบในทะเลแดง อาจกระทบอุปทานพลังงานโลกได้ราว 7%
ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่ากลุ่มปิโตรเคมียังโดดเด่นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ที่ขยายตัว หลังอุปทานในเอเชียเหนือปรับลดลง โดยแนะนำ IVL และ SCC พร้อมหลีกเลี่ยง PTTGC ระยะสั้น จากประเด็นตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ในไตรมาส 2 ปี 2569
ส่วนหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP ยังน่าสนใจจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง และคาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเกือบ 3% สูงกว่าหุ้นกลุ่มธนาคารหลายแห่ง
ขณะที่กลุ่มเดินเรือเทกองยังน่าสนใจจากค่าระวางเรือ (BDI) ที่อยู่ในระดับสูงและเข้าสู่ช่วง High Season ของไตรมาส 3 ปี 2569 โดยแนะนำ PSL เป็นหุ้นเด่น
“ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน แนะนำให้น้ำหนัก PTTEP, IVL และ SCC แต่หากราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัว ควรทยอยสลับไปลงทุนในหุ้น Anti-Commodity เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว และไฟแนนซ์ ซึ่งได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง”


