ธปท.แจง ครม.อนุมัติเป้าหมาย “เงินเฟ้อ”ปี 66 ที่ 1-3% ย้ำยังเป็นระดับเหมาะสม

ธปท.แจง ครม.อนุมัติเป้าหมาย “เงินเฟ้อ”ปี 66 ที่ 1-3% ย้ำยังเป็นระดับเหมาะสม

ธปท.แจ้งล่าสุด ครม.อนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงินปี 2566 หลังกระทรวงการคลัง และธปท. เห็นชอบร่วมกัน ในการกำหนดกรอบเงินเฟ้อปีนี้ ที่ระดับเดิม 1-3% ย้ำยังเป็นระดับที่เหมาะสม คาดเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้กลางปีนี้

      ล่าสุด  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ เป้าหมายของนโยบายการเงิน ปี 2566 หลังจากคณะรัฐมนตรี(ธปท.)ได้มีมติอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงินประจำปี 2566 แล้วเมื่อวันที่ 27ธ.ค.

      หลังความตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามที่บัญญัติในมาตรา 28/8 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

     โดยระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา และแนวโน้มในระยะข้างหน้า
ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) จะคลี่คลายลง
       แต่เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการลดลงของอุปทานพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตโลก (global supply chains) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยในช่วงที่ผ่านมา ปรับสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านอุปทาน (cost-push shocks)เป็นสำคัญ 

     โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อไทย ได้แก่ (1) ราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์
ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก และ (2) การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการไปยังราคาสินค้า และบริการ 

      อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าคาดว่าจะปรับลดลง และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในปี 2566 เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานดังกล่าวทยอยคลี่คลายลง 
      ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อไทยในระยะปานกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภูมิทัศน์ด้านพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (deglobalization) และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่อาจเกิดเร็วขึ้น

     โดยครั้งนี้ กระทรวงการคลัง และกนง. ตกลงร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลางสำหรับปี 2566 ไว้ที่ 1-3% ซึ่งเป็นเป้าหมายนโยบายการเงินด้านเสถียรภาพราคาสำหรับระยะปานกลาง และเป็นเป้าหมายสำหรับปี 2566 
       ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3 ดังกล่าวยังมีความเหมาะสมเนื่องจาก (1) การคงเป้าหมายเป็นการแสดงถึงความตั้งใจที่จะรักษาเสถียรภาพราคา อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน และช่วยยึดเหนี่ยวอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 
      (2) ในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อมีความผันผวน และไม่แน่นอนสูง การปรับเป้าหมายนโยบายอาจ
สร้างความสับสนต่อสาธารณชนเกี่ยวกับแนวนโยบายในระยะข้างหน้า

     และ (3) การกำหนดเป้าหมาย
แบบช่วงที่มีความกว้างร้อยละ 2 มีความยืดหยุ่นเพียงพอรองรับความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป
ในระยะปานกลาง

      รวมถึงช่วยให้การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในระยะปานกลางสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินภายใต้สถานการณ์ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และปัจจัยที่ส่งผลต่อพลวัตเงินเฟ้อ
ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย จะร่วมมือในการดำเนิน
นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินให้มีความสอดประสาน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้สามารถบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวอย่างมั่นคง และยั่งยืน
      โดยมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้ให้กับประชาชน กนง. มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และดูแลให้อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางอยู่ในกรอบเป้าหมาย

      ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
       3. ข้อตกลงในการติดตาม และรายงานผลการดำเนินนโยบาย รวมถึงการหารือร่วมกัน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนโยบายการเงินกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย จะหารือร่วมกันเป็นประจำ และ/หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นสมควร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     และเพื่อให้การดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่สอดประสานกัน
กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ
      (1) การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป และ
     (3) การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทราบ

      รวมถึงจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสเป็นการทั่วไป อันจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนถึงแนวทางการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส และประสิทธิภาพของการดำเนิน
นโยบายการเงินในอนาคต
  
     4. ข้อตกลงในการออกจดหมายเปิดผนึกของ กนง. ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน 

      กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 และมีแนวโน้ม
ทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายนโยบายการเงินในปี 2566

     อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ภายนอกประเทศ การส่งผ่านต้นทุนที่อาจเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์
ด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตได้

       ดังนั้น กนง. จะติดตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว รวมถึงประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีต่อพลวัต
เงินเฟ้อไทยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

       ทั้งนี้ หากอัตราเงินเอทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาหรือประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

       โดยจะชี้แจงถึง (1) สาเหตุของการเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายดังกล่าว

     (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมาและในระยะต่อไปเพื่อนำอัตราเงินเฟ้อทั่วไป
กลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม

     และ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่
เป้าหมาย

      นอกจากนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุก 6 เดือนหากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตามแนวทางข้างต้นยังคงอยู่นอกกรอบเป้าหมาย และจะรายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร
      5. ข้อตกลงในการแก้ไขเป้าหมายนโยบายการเงินหากมีเหตุจำเป็นในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กนง.อาจตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงินได้ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์