วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ : บล.เคจีไอฯ แนวโน้มฟื้นตัวต่อจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งขึ้นต่อ ภาพรวมปัจจัยภายนอกหนุนมากขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว (12 – 15 ธันวาคม) ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวดีเกินคาด เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้

ประการแรก Fed ส่งสัญญาณชัดเจนว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในขาลงในช่วงปี 2567-2569 และเมื่ออิงจากประมาณการ dot-plot ล่าสุด อาจจะมีการลดดอกเบี้ยมากถึง 10 ครั้ง ประการที่สอง มีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้ามามากขึ้น จากการออกกองทุน TESG ซึ่งหักภาษีได้ และมีแรงซื้อในช่วงปลายปีเพื่อบริการผลการดำเนินงานของพอร์ตหลังจากที่ตลาดย่ำแย่ในปี 2566 ประการที่สาม นักลงทุนหวังว่าจะมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ program trading และ high-frequency trade (HFT) ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของตลาด

สำหรับในสัปดาห์นี้ (18 – 22 ธันวาคม) เราคาดว่าดัชนี SET จะฟื้นตัวต่อจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยมุมมองที่ว่า US Fed จะลดดอกเบี้ยลงอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังค่อนข้างดี น่าจะหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น ถึงแม้ว่ารองประธาน Fed จะออกมาพูดเมื่อวันศุกร์เพื่อลดความคาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อภาวะตลาด ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่กระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นไทย (equity inflows) จะดีขึ้นในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศน่าจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงมาแรงq เพื่อบริหารผลการดำเนินงานของพอร์ตหุ้นซึ่งก็ดูไม่ดีนักในปีนี้ เรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ดัชนี SET จะกลับขึ้นมาเหนือระดับ 1,400 จุดได้ในสัปดาห์นี้

 

 

 

ติดตามผลการประชุม BoJ, อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของจีน และ ตัวเลข PCE เดือนพฤศจิกายนของสหรัฐ

ปัจจัยต่างประเทศ: ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนควรติดตาม i) ผลการประชุม BoJ ในวันที่ 19 ธันวาคม ซึ่งคาดว่า BoJ จะยืนยันว่าจะปรับมาตรการคุม curve control ในเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ii) การประกาศอัตราดอกเบี้ย loan prime rate (LPR) ของจีนในวันที่ 20 ธันวาคม และ iii) ตัวเลข PCE เดือนพฤศจิกายนของสหรัฐในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งหาก PCE ขยับสูงขึ้นผิดคาด จะส่งผลลบต่อภาวะตลาดเพราะนักลงทุนคาดว่าจะดอกเบี้ยสหรัฐจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2567
 

ปัจจัยในประเทศ: ในสัปดาห์นี้ ยังคงไม่มีกำหนดประกาศตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ออกมาเช่นเดียวกับเมื่อสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามกระแสข่าวเศรษฐกิจดังต่อไปนี้ ข่าวแรก คือเรื่องที่กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีต้องการนำเสนอแผนปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานต่อรัฐบาล และข่าวที่สองคือ รัฐบาลต้องรีบสรุปอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ในเร็ว ๆ นี้

 

 

 

ซื้อเก็งกำไรหุ้นใหญ่ที่ลงมาแรงๆ ขณะที่ภาพรวมหุ้นแนะนำยัง stick อยู่กับหุ้นแนะนำเดือน ธ.ค.

เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มระยะสั้นเป็นบวกมากขึ้น นักลงทุนจึงอาจจะเข้ามาซื้อหุ้น large-cap ที่ถูกเทขายหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างเช่น AOT*, CPALL* และ KBANK* นอกจากนั้น เรายังคงเกาะอยู่กับหุ้นกลุ่มที่เราคัดแบบ bottom-up สำหรับกลยุทธ์การซื้อขายในเดือนธันวาคม ในกลุ่มแรก เราชอบหุ้นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่าง e-Refund ซึ่งได้แก่ CPN*, GLOBAL* และ HMPRO* กลุ่มที่สอง เรายังคงมองบวกกับหุ้นที่มีประเด็นการฟื้นตัวในกลุ่มอาหาร ซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยในกลุ่มนี้เราเลือก RBF และ TU* ส่วนกลุ่มที่สาม คือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแข็งแกร่งใน 4Q66 และมีกระแสข่าวบวกจาก FDI ที่เกี่ยวข้องกับ EV โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ซึ่งในกลุ่มนี้ เราเลือก AMATA* และ WHA*