ธปท.สรุปประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ชี้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีกว่าคาด แต่ความเสี่ยงโน้มด้านต่ำจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสูง ต้นทุนกู้ยืมพุ่ง และความเปราะบางในตลาดการเงิน ขณะที่ IMF คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.1% ทั้งปี 2569 และ 2570 พร้อมผลักดัน Bangkok Blueprint วาง 12 แนวทางภายใต้ 5 เสาหลัก ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล
KEY POINTS
- ธปท.เปิดบทสรุป จากเวที IMF-World Bank 2026
- ชี้ IMF เตือนความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง
- หลัง Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและสร้างความเปราะบางให้ตลาดการเงิน
- มอง AI เป็นความเสี่ยงใหม่ที่สำคัญต่อระบบการเงินโลก เนื่องจากผลกระทบยังมีความไม่แน่นอนสูง
- อาจเกิดการกระจุกตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงความเสี่ยงจากการปรับฐานของราคาหุ้น
- เศรษฐกิจโลก ยังมีการเติบโตแต่ยังเปราะบางและมีความเสี่ยงโน้มไปด้านต่ำ โดยเฉพาะจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- IMF มองประเทศต่างๆต้องเร่งลดภาระหนี้และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เตรียมรับมือกับความเสี่ยง
การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)และกลุ่มธนาคารโลก(World Bank Group Annual Meetings)ปี 2569 IMF-World Bank ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารสถาบันการเงินจากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้รวบรวมบทสรุปสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ ทั้งการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจาก IMF
ตลอดจนผลงานของธปท.ในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ Bangkok Blueprint ซึ่งมุ่งยกระดับการป้องกันและรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ท่ามกลางความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญในระยะข้างหน้า
การประเมินภาพเศรษฐกิจโลกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของจาก IMF
IMF ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกยังสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดี (resilience) แม้เผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น และความผันผวนในตลาดการเงิน ทำให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเปราะบางและไม่ทั่วถึงมากขึ้น ทำให้ต้องเร่งเสริมสร้างพื้นฐานและพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (policy space)
IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 ใน ปี 2570 จากแรงส่งของการลงทุนด้าน AIภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจยังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.7 ในปี 2569 จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570
สำหรับเศรษฐกิจอาเซียนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 และ 4.7 ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.1 เท่ากันในทั้งสองปี
IMF ประเมินว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังโน้มไปด้านต่ำ
- (1) ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ที่อาจกระทบเส้นทางการค้าสำคัญ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และซ้ำเติมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร
- (2) ความเสี่ยงด้านการคลังและตลาดการเงิน จากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐปรับสูงขึ้น
- (3) ความเสี่ยงจาก AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ผลกระทบยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และระบบการเงิน ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่น แต่ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น
ด้านตลาดการเงินโลกโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากการกระจุกตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และความเชื่อมโยงระหว่าง bank กับ non-bank ที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม
ได้แก่ การปรับฐานของราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น
รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากระบบการเงินพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศมี policy space ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในอนาคตมีจำกัดกว่าในอดีต
มอง AI เป็นแรงขับเคลื่อนโลก
นอกจากนี้ มอง AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ที่มาเปลี่ยนโครงสร้างทั้งด้านการลงทุน การค้า ผลิตภาพ และการจ้างงาน โดยหลายประเทศได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI
ขณะที่บางประเทศยังอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งนี้แม้ AI จะมีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งขนาดของผลประโยชน์ ระยะเวลาที่จะเห็นผลสัมฤทธิ์ และผลกระทบต่อแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์จาก AI มากที่สุด และได้รับผลข้างเคียงน้อยที่สุด
จี้รัฐบาลทั่วโลกเร่งลดหนี้
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Managing Director) เน้นย้ำให้ประเทศต่างๆใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดี เร่งสร้างความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
หรือ “Get your house in order” โดยให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง และเสริมสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา การปรับฐานะการคลังให้มั่นคง
โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีหนี้สาธารณะสูง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น รวมถึงเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยี AI ยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
ผลงานสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทย
2.1 Bangkok Blueprint + Bangkok Blueprint in Action (เอกสารคู่ขนานของ Bangkok Blueprint)
ล่าสุดธปท. เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งจัดทำโดย IMF และ World Bank
โดยมี ธปท. เป็นผู้ผลักดันแนวคิดและร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะในการจัดทำเพื่อให้ Blueprint นี้เป็นหลักการอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการรับมือกับภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการหารือและผลักดันความร่วมมือนี้ในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะสิ้นสุดการประชุมครั้งนี้แล้ว
หัวใจสำคัญของ Bangkok Blueprint นำเสนอ 12 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่
- (1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
- (2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย
- (3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่นAML/CFT และ Cybersecurity
- (4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
- (5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล
ธปท. มุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint ยกระดับรับมือกับอาชญากรรม
Bangkok Blueprint มี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
(1) การยกระดับการรับมือให้ครบวงจร (Whole-of-Ecosystem) โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
(2) การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินที่ดำเนินการข้ามประเทศ และ
(3) การยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆเพื่อให้การเงินดิจิทัลยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน
นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังได้ร่วมจัดทำ Bangkok Blueprint in Action ซึ่งเป็นเอกสารคู่ขนาน(Compendium paper)
โดยนำข้อมูลและประสบการณ์จากการดำเนินนโยบายจริงในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาถอดบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้ในการยกระดับการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4 Key Takeaways จาก Bangkok Blueprint in Action
(1) การป้องกันภัยทุจริตอย่างครบวงจร โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อลดช่องโหว่ที่อาชญากรอาจใช้ประโยชน์
(2) การให้ความสำคัญกับการป้องกันและสกัดกั้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหาย
(3) การใช้มาตรการหลายชั้นร่วมกันในการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือในทุกขั้นตอนของการทุจริต เนื่องจากไม่มีมาตรการใดสามารถแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง และ
(4) การสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความสะดวก และการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงินได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เพิ่มข้อจำกัดหรือภาระเกินความจำเป็น
สรุปเวที G30 International Banking Seminar
ธปท. ร่วมกับ Group of Thirty (G30) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ประกอบด้วย ผู้ว่าธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคการเงิน และนักวิชาการจากนานาประเทศ จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพในยุคการเงินดิจิทัล
ธปท. ย้ำความสำคัญของ Responsible Innovation Framework โดยส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของบริการการเงินให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย และต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้
รวมทั้งการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัยและทั่วถึง เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบ ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. ร่วมกันผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อเป็นหลักการในการรับมือภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถใช้เป็นหลักการอ้างอิงและนำไปปรับใช้กับบริบทของแต่ละประเทศได้ต่อไป
ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินสามารถเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ size and speed of benefits ผลกระทบต่อแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องลงทุนในทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม
นอกจากนี้ AI อาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่และเปลี่ยนกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน จึงต้องปรับกรอบกำกับดูแลให้ทันต่อความเสี่ยง พร้อมเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ





