ทางเทคนิค คาด SET Index อ่อนตัว แนวรับ 1,373/1,366 จุด แนวต้าน 1,404 จุด (EMA 10วัน) /1,414 จุด อิงแนวโน้มทางเทคนิค ที่เกิดรูปแบบ V คว่ำ กรอบ 1,366.19-1,431.51 จุด และดัชนีฯ อยู่ระหว่างลงมา ทดสอบแนวรับที่เป็นจุดต่ำสุดเดิม
เพื่อรอสัญญาณต่อไปว่า ดัชนีฯ จะดิ่งลงไปทำ จุดต่ำสุดใหม่ที่บริเวณ 1,350 จุด หรือสร้างรูปแบบ Reversal แบบ W-Shape เพื่อรีบาวนด์กลับไปที่ 1,431 จุด อีกครั้ง
ประเด็นสำคัญวันนี้ ได้แก่
+/-3Q23 Earnings Results: คาดส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นรายหลักทรัพย์หรือรายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หากออกมาดีหรือแย่กว่าคาดการณ์ โดยไฮไลท์วันนี้ บจ.ไทย จำนวนมากทยอยประกาศงบวันนี้ อาทิ BDMS CPF CRC FORTH PLANB PTT TASCO TQM ฯลฯ (Figure 2) ส่วนบจ.ในต่างประเทศ ได้แก่ Tyson Foods (คาด EPS USD0.29 Vs ครั้งก่อนหน้า USD1.63), Mizuho Financials (Japan) คาด 55.90 เยน Vs เดิม 68.92 เยน ฯลฯ
+US: APEC Leader Meeting วันที่ 11-17 พ.ย. ที่ซานฟรานซิสโก หัวข้อ “Creating a Resilient and Sustainable Future for All” คาดช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง US กับ China โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีนัดหารือกับประธานาธิบดีไบเดน วันที่ 15 พย. เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงการสร้างแรงจูงใจต่อการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในจีน ผ่านการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดี สีจิ้นผิงกับผู้บริหารบริษัทฯ ชั้นนำของสหรัฐฯ ส่วนนายกฯ ไทย เศรษฐา จะเข้าร่วมงานวันที่ 12 พ.ย. โดยมีกิจกรรมหารือกับผู้นำของกลุ่มประเทศ APEC รวมถึงมีการนัดพบปะกับผู้บริหารบริษัทฯ ชั้นนำในสหรัฐฯ แบบ Ono-on-One เพื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญวันนี้ ได้แก่ US: Consumer Inflation Expectations ผลสำรวจทางอินเตอร์เน็ตจาก 1.3 พันครัวเรือน คาดค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สำหรับเดือน ต.ค. คาดว่าปรับลดลงเล็กน้อยเป็น 3.6% YoY เทียบกับการสำรวจเมื่อเดือน ก.ย. ที่ 3.7% YoY สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อรายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ต.ค. ที่จะประกาศวันพรุ่งนี้
- Moodys ประกาศปรับลดแนวโน้มเครดิตตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ลงเป็น Negative (เดิม Stable) แต่ยังคงแนวโน้มเครดิตไว้ที่เดิม Aaa เนื่องจากการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูงมาก เนื่องจากปัญหาธรรมาภิบาลของรัฐบาลสหรัฐฯ และวิธีที่สภาคองเกรสและสภานิติบัญญัติจะใช้ในการจัดการด้านการคลัง ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาล US Government Shutdown ออกไป ด้วยการยืดเวลาเส้นตายออกไปจากวันที่ 17 พ.ย. อีกครั้ง เนื่องจากทั้งสองสภายังไม่สามารถได้ข้อสรุปในการผ่านร่างงบประมาณปี 2024 (ส่งผลยิลด์พันธบัตรสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จาก ความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตตรสาสารหนี้สหรัฐฯ ในอนาคต)
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นที่มีประเด็นบวก WHA (คาดถูกเพิ่มในการคำนวณดัชนี MSCI Thailand) TOP (แนวโน้มกำไรเติบโตดีต่อเนื่อง รับผลบวกจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ) KTB (รับผลดีจากเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่)
Strategic daily picks
WHA ปิด 4.78 บาท/แนวรับ 4.58 บาท แนวต้าน 5.15 บาท
รายงานกำไรสุทธิ 622.77 ล้านบาท (+140.9% YoY) และ 2.01 พันล้านบาท (+67.0% YoY) ใน 3Q23 และ 9M23 ตามลำดับ หลัก ๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจที่ดิน ธุรกิจสาธารณูปโภคและธุรกิจไฟฟ้า ขณะที่ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 4.32 พันล้านบาท (+6.77% YoY) และมูลค่าเหมาะสมที่ 5.81 บาท
TOP ปิด 47.25 บาท/แนวรับ 46.00 บาท แนวต้าน 49.50 บาท
KTX คาดประมาณการกำไรสุทธิปี 2023E ปรับขึ้นเป็น 19.0 พันล้านบาท (จากเดิมที่ 15.1 พันล้านบาท) และยังคงกำไรสุทธิปี 2024-26E และคงคำแนะนำ ซื้อ (FV 61.7 บาท) จากแนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่แข็งแกร่ง (2024-26E EPS growth 23% CAGR )
KTB ปิด 18.80 บาท/แนวรับ 18.20 บาท แนวต้าน 19.50 บาท
รายงานกำไรสุทธิ 3Q23 ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท (+21.69% YoY, +1.24% QoQ) โดยมีรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิขยายตัว 6.8%QoQ หนุนจากสินเชื่อรวมที่ขยายตัว 2.1%QoQ จากผลของสินเชื่อโครงการภาครัฐที่กลับมาเพิ่มขึ้น บวกกับการเร่งขยายสินเชื่อในกลุ่มรายย่อย นอกจากนี้ รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 16.1% จาก 2Q23 เป็นผลจากรายได้ค่าธรรมเนียมขายประกันผ่านธนาคารสูงขึ้น และรายได้หนี้สูญรับคืนที่ฟื้นตัวได้ดี Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 3.95 หมื่นล้านบาท (+17.29% YoY) และมูลค่าเหมาะสมที่ 23.07 บาท









