พัฒนาการด้านการเมืองหยุดชะงักอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงในช่วงบ่าย จากการเมืองที่ความชัดเจนระยะสั้นลดลง ซึ่งเป็นผลของการที่ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไปเป็นวันที่16 ส.ค.
ส่งผลให้ประธานสภา เลื่อนการประชุมโหวตรับรองนายกรัฐมนตรีออกไป อีกทั้งพรรคเพื่อไทยประกาศเลื่อนเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาล ช่วงเวลาดังกล่าวเกี่ยวพันถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีคุณทักษิณ ชินวัตร ทำให้นักลงทุนประเมินสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่ชัดและอาจยังมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวกับการเมืองและกลุ่มทุนต่างๆ ปรับตัวลดลงแรง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิทั้งในตลาดหุ้น (-2,931 ล้านบาท) และตราสารหนี้ (-8,032 ล้านบาท)
ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวดีกว่าคาดหลังซาอุดิอาระเบียเพิ่มระยะเวลาปรับลดกำลังการผลิต ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น +2% หลังซาอุดิอาระเบียประกาศขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตพิเศษโดยสมัครใจ 1 ล้านบารเรล ที่จะสิ้นสุดสิ้นส.ค. ไปเป็นสิ้น ก.ย.66 ภาวะอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวทำให้เรายังคงมองน้ำมันดิบมีความโน้มเอียงเคลื่อนไหวในเชิงบวกในช่วงครึ่งหลังปี 2566 ซึ่งจะบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น ซึ่งหุ้นในกลุ่มพลังงานที่เราชอบได้แก่ PTTEP, TOP และ OR ขณะเดียวกันปัจจัยดังกล่าวยังเป็นบวกต่อประมาณการกำไรบจ.รวมของ SET Index เช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวช่วยจำกัดความเคลื่อนไหวทางลงของหุ้นไทย
ภาพรวมกลยุทธ์: หุ้นใหญ่ถูกถ่วงจากแรงขายต่างชาติหลังการเมืองไม่ชัดเจน บรรยากาศเก็งกำไรรายตัวยังเป็นบวก กลุ่มที่น่าสนใจช่วงนี้คือ 1) หุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่เริ่มถูกหมุนมาเก็งกำไร 2) กลุ่มท่องเที่ยวที่ผลประกอบการจะออกมาดี 3) กลุ่มอิงภายนอกที่ดีต่อในครึ่งหลังมีแค่พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น (แต่ระยะสั้นอาจต้องระวังผลประกอบการ) ขณะที่ปิโตรเคมีจะแย่ยาว ทำให้เหมาะแค่การเก็งกำไร
หุ้นแนะนำ: AUCT*, TPCH*, BABA80*, ESSO*
แนวรับ: 1,520-1,528 / แนวต้าน : 1,535-1,545 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐต่ำกว่าคาด – โดยปรับตัวลงสู่ระดับ 52.7 ในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 53.0 จากระดับ 53.9 ในเดือนมิ.ย. โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
PMI รวมภาคการผลิตและบริการยูโรโซน หดตัวต่อเนื่องใน ก.ค. - โดยลดลงสู่ระดับต่ำสุดใน 8 เดือนที่ 48.6 จากระดับ 49.9 เดือน มิ.ย.
BoE ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด – สู่ระดับ 5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นการปรับขึ้น 14 ครั้ง ติดต่อกัน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BoE จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแตะระดับสูงสุดที่ 5.75%
ความคืบหน้าคัดเลือกเลขากสทช. – ให้ความเห็น ในการประชุม 9 ส.ค. จะยังไม่มีการเสนอชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โดยจะต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกให้ชัดเจน แล้วจึงนำเสนอต่อบอร์ดกสทช. เพื่อให้ความเห็นชอบ
KCG ส่งซิกเข้าไฮซีซั่น – โดยเฉพาะ Q4 คาดพีกสุดรอบปีนี้ หนุนรายได้ปีนี้โต 2 หลัก เดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน เน้นรุกเมืองท่องเที่ยว-ขยายลูกค้า B2B ต่างประเทศ ลุ้นเจาะตลาดอินโดนีเซีย จีน และอินเดียเพิ่ม ส่วนปิดเทรดวันแรกราคาหุ้นลดลง 2.35% หลังตลาดไม่เอื้อ
ประเด็นติดตาม: 4 ส.ค. - EU Retail Sales, US Average Hourly Earnings, nonfarm Payrolls, Unemployment Rate/ 8 ส.ค. – CH Export/ 10 ส.ค. – US CPI, Initial Jobless Claims
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









