วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกจับสัญญาณ ’เควิน วอร์ช‘ กั๊กดอกเบี้ย พยุงหุ้นโลก SET รับอานิสงส์ ‘Relief Rally’ ระยะสั้น ลุ้นแตะ 1,590 จุด

ส่องทิศทางตลาดทุนหลัง "เควิน วอร์ช" ประธานเฟด ปาฐกถาเวที IMF-World Bank 2026 สลัดภาพตึงตัวเกินคาด “บล.กสิกรไทย - บัวหลวง” ประสานเสียงมองเฟดเปิดกว้างรอดูตัวเลข ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยทันทีใน ต.ค. ลดลง หนุนหุ้นไทย-ตลาดเกิดใหม่โล่งอก มองเป็นโอกาสหุ้นไทยเกิดภาวะ Relief Rally กรอบ SET สัปดาห์หน้า 1,560–1,590 จุด พร้อมแนะจับตาการบ้านชิ้นใหญ่ ดึงเม็ดเงินลงทุนระดับโลกต่อยอดเศรษฐกิจไทยระยะยาว

KEY POINTS

  • โบรกเกาะติด ถ้อยแถลงของประธานเฟด (เควิน วอร์ช) ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. อย่างที่ตลาดกังวล ทำให้แรงกดดันด้านนโยบายการเงินผ่อนคลายลงชั่วคราว
  • ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทย (SET) ตอบรับเชิงบวก เกิดภาวะ "Relief Rally" ในระยะสั้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า SET Index มีโอกาสฟื้นตัว โดยประเมินกรอบแนวต้านสำคัญในสัปดาห์หน้าที่ระดับ 1,590 จุด

บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาหายใจ ภายหลัง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นกล่าวปาฐกถาสำคัญในการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026  โดยระบุถึงภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่าเป็นไปตามคาด ซึ่งได้รับแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตเชิงโครงสร้าง ขับเคลื่อนด้วยกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยกระตุ้นทั้งอุปสงค์ (Demand) และผลิตภาพ (Productivity) ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ประธานเฟดจะยืนยันถึงพันธกิจหลักในการควบคุมเงินเฟ้อ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวกลับไม่ได้สะท้อนความกังวลที่รุนแรงดังที่ตลาดเคิตื่นตระหนกก่อนหน้านี้ ส่งผลให้แรงกดดันด้านนโยบายการเงินผ่อนคลายลงชั่วคราว

บล.กสิกรไทย มอง "Relief Rally" หนุนหุ้นเทคฯ-อิเล็กทรอนิกส์รีบาวด์

นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ประเมินว่า ภาพรวมการแถลงการณ์ไม่ได้บ่งชี้ว่าเฟดจะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ แม้ความเสี่ยงในเดือนธันวาคมจะยังคงต้องติดตามจาก Dot plot และบันทึกการประชุมล่าสุดก็ตาม

"ภาพรวมการแถลงการณ์ไม่ได้สะท้อนว่า Fed มีกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากเหมือนที่ตลาดกังวลก่อนหน้า และไม่ได้บ่งชี้ถึงแนวโน้มว่า Fed จะรีบขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. แต่ยังคงความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ในเดือนธ.ค. พิจารณาจาก Dot plot และบันทึกการประชุม Fed ล่าสุด"

นายรัฐศักดิ์ ระบุว่า ในระยะสั้นมีโอกาสเห็นภาวะ Relief Rally ทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) รวมถึงตลาดหุ้นไทย เนื่องจากความเสี่ยงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยทันทีในเดือนตุลาคมลดลง โดยมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่ปรับตัวลดลงมาก่อนหน้านี้ว่ามีโอกาสฟื้นตัวกลับมา

พร้อมประเมินกรอบสัปดาห์หน้า แนวรับและแนวต้านของ SET Index ไว้ที่ 1,550 จุด และ 1,590 จุด ตามลำดับ

บล.บัวหลวง ชี้เฟด "เปิดทางไว้ทั้ง Hold และ Hike" กรอบ SET สัปดาห์หน้า 1,560–1,590 จุด

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้อยแถลงของเควิน วอร์ชไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อในการประชุมเดือนตุลาคม โดยย้ำว่าจะไม่มีการตัดสินใจล่วงหน้า (prejudge) และจะประเมินจากข้อมูลเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี โทนเสียง (Tone) ยังไม่ได้เป็นแบบผ่อนคลายเสียทีเดียว เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา (Price Stability) และมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นเพียงการลดระดับความผ่อนคลายนโยบายลงเท่านั้น

"โดยรวมคำพูดของ Kevin Warsh วันนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อในการประชุมเดือน ต.ค. โดยย้ำว่าจะไม่ตัดสินใจล่วงหน้าก่อนการประชุม และจะประเมินข้อมูลทั้งเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อก่อนตัดสินใจ แต่ Tone ยังไม่ได้เป็น Dovish เพราะยังคงให้ความสำคัญกับ Price Stability"

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า(19-23 ต.ค.2569) นายพิริยพล  คาดว่ามีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางตลาดโลกหลังบอนด์ยีลด์ (Bond Yield) สหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลาย ทว่าการฟื้นตัวอาจยังมี Upside จำกัดจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ โดยประเมินกรอบ SET Index สัปดาห์หน้าที่ 1,560–1,590 จุด

โอกาสทองไทย จัดประชุม IMF หนุน "ติดกระดุมเม็ดแรก" สู่ศูนย์กลางลงทุนระดับโลก

นอกเหนือจากมิติของตลาดทุนแล้ว การที่ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ครั้งล่าสุด ซึ่งถือเป็นการกลับมาจัดในรอบ 35 ปี ยังถูกมองว่าเป็นโอกาสเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว

นายพิริยพล วิเคราะห์ว่า โจทย์สำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการจัดงาน แต่คือการต่อยอด Momentum ไปสู่เม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) โดยเฉพาะการดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology) และการผลิตมูลค่าสูงเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) พร้อมทั้งกระจายเม็ดเงินให้เกิดมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านการใช้ Local Content และการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Know-how)

"หากการประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกได้ถูกต้อง สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือไทยจะเปลี่ยน Visibility ที่เพิ่มขึ้นบนเวทีโลกให้กลายเป็น Investment, Technology Transfer และ Productivity Growth ภายในประเทศได้มากเพียงใด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในระยะยาว"