นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ย สถานการณ์ที่สินทรัพย์ของธนาคารเกิดการด้อยค่าลงจากผลการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกอบกับการถอนเงินของนักลงทุนที่กังวล จนนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่องของธนาคาร
จนทางการต้องเข้าควบคุมการดำเนินงานของ Silicon Valley Bank และ Signature Bank และประกาศคุ้มครองเงินฝาก รวมถึงออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธนาคารในระบบ (Bank Term Funding Program) ทำให้ตลาดเริ่มเปลี่ยนมุมมองการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดมุมมองต่อการประชุมรอบ 22 มี.ค. ตลาดเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเมื่อ 10 มี.ค. โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 0.50% (ด้วยความน่าจะเป็น 40.2%) และขึ้นดอกเบี้ย 0.25% (ด้วยความน่าจะเป็น 59.8%) มาสู่ปัจจุบัน ที่โอกาสคงดอกเบี้ย (35.0%) ขณะที่ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% (ด้วยความน่าจะเป็น 65.0%)
การที่ตลาดเริ่มคาดถึงการลดดอกเบี้ย ทำให้ในระลอกแรกเงินอาจจะออกจากหุ้นเข้าทองหรือพันธบัตรก่อน เราประเมินมุมมองของนักลงทุนต่อตลาดหุ้น และสินทรัพย์ต่างๆดังนี้ 1) การที่เฟดอาจต้องหยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อยังลงไม่เร็ว จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนานขึ้น บวกต่อราคาทองคำ 2) การคาดการณ์ถึงจุดสูงสุดของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย (Terminal rate) ที่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ทำให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับ Downside จากการขึ้นดอกเบี้ย 3) ในสภาวะปัจจุบันที่หุ้นหรือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสถูกกระทบจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการที่ยังมีโอกาสถูกปรับประมาณการลง จะทำให้ตราสารหนี้ เป็นตัวเลือกแรกที่ปลอดภัยกว่า ระยะสั้นหุ้นจึงยังอาจเผชิญความผันผวนแม้สถานการณ์จะไม่ลุกลามเป็นวิกฤติ 4) กลุ่มธนาคารและประกัน ซึ่งเป็นหุ้นที่อิงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น มีโอกาสปรับลดลงแรงกว่าตลาด หรือถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุน จากวัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจสิ้นสุดเร็วกว่าคาด 5) กลุ่มหุ้นอิงการบริโภคในประเทศ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง หุ้นปลอดภัย หุ้นปันผลสูง หรือที่มีผลตอบแทนคลายตราสารหนี้อย่างพวก จะเป็นตัวเลือกในการสะสมที่น่าสนใจ แต่นักลงทุนอาจต้องทำใจที่ในระยะสั้นหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตราสารหนี้ได้
ภาพรวมกลยุทธ์: แม้สถานการณ์ธนาคารในสหรัฐฯ ไม่น่าลุกลามเป็นวิกฤติ แต่โอกาสสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ในระยะสั้นตราสารหนี้จะเป็นตัวเลือกแรกก่อนหุ้น ส่งผลใหุ้นอาจโดนปรับลดน้ำหนักและมี downside ในระดับ 1550+/- ได้ การลงทุนเน้น selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) ได้แก่ และหุ้นที่มีปัจจัยบวกรายตัว โดยหุ้นที่เรามองสามารถทยอยสะสม ได้แก่ MAJOR, CPALL, MAKRO, BJC, PTTGC, IRPC, TIDLOR, AMANAH, MILL, TSTH, KSL, ROJNA, SAMART, SDC เป็นต้น
หุ้นแนะนำ: ADVANC*, MAJOR*, BJC*, ROJNA*
แนวรับ: 1,557-1,565 / แนวต้าน : 1,584-1,600 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 50% vs พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
Biden ย้ำชาวอเมริกันเชื่อมั่นระบบธนาคาร หลังออกมาตรการปกป้องเงินฝาก - จากการปิดกิจการของซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (Silicon Valley Bank) หรือ SVB และซิกเนเจอร์ แบงก์ (Signature Bank) หรือ SB
Opportunity day - 14 มี.ค. – GFPT, TKC, PF, CNT, BGRIM, S, ICHI, BVG, ASIAN, AAI, GUNKUL, IIG, ILM, INSET / 15 มี.ค. – SCAP, SAWAD, SHR, TFG, APP, CRD, PLANB, TVDH, KUN, CV, SYNEX, HARN, SMD, AH
ประเด็นติดตาม: 14 มี.ค. – US CPI / 15 มี.ค. - Retail Sales, US PPI / 16 มี.ค. - Building Permits, ECB Interest Rate Decision / 17 มี.ค. – EU CPI / 21 มี.ค. - Existing Home Sales / 22 มี.ค. - Fed Interest Rate Decision / 23 มี.ค. – New Home Sales / 24 มี.ค. - Core Durable Goods Orders
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)








