คาดดัชนีฯ Sideways แนวต้าน 1,615/1,620 จุด แนวรับ 1,600/1,597 จุด โดยปัจจัยลบ จะมาจากรายงานดุลการค้าไทยเดือน พ.ย. ที่ยังคงขาดดุล (แม้จะลดลงจากเดือน ต.ค.) โดยเฉพาะการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกไทย
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ อุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งกนง. เคยส่งสัญญาณว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการค้าโลกที่ชะลอตัว แต่กระทบจำกัดต่อกลุ่มเกษตรและอาหาร ส่วนรายงาน 3Q22E GDP Growth สหรัฐฯ คืนนี้ คาดว่าไม่มีนัยต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีแนวโน้ม 4Q22E GDP Growth ที่ยังเติบโตดี +2.8% QoQ Vs 3Q22E +2.9% QoQ จะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนนี้ ทางเทคนิค ยังคงไม่เกิดสัญญาณซื้อจนกว่าจะทะลุแนวต้านสำคัญ 1,615-1,620 จุด หุ้นเก็งกำไรแนะนำ DELTA CENTEL AH
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ
+ KTX Portfolio:CRC AWC BGRIM CK TCAP CENTEL BH BEM CPALL AOT CPN MINT KTB TTB BDMS (ขาย GULF ซื้อ GLOBAL)
+ Daily Recommendations: DELTA (โมเมนตัมเชิงบวก จากการถูกคัดเข้าคำนวณ SET50) CENTEL (ปัจจัยบวก จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง High Season ของการท่องเที่ยว) AH (ปัจจัยบวก จากความต้องการใช้รถยนต์ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะกระแส EV รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนชิปที่เริ่มคลี่คลาย)
+ หุ้นได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว: AAV CENTEL KAMART
+ หุ้นได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ: CPALL CRC SNNP HMPRO GLOBAL
+ SET ประกาศหุ้นที่เพิ่มคำนวณงวด 1H23E ใน SET50/SET100 Index: SET50 Index (+DELTA RATCH COM7 CENTEL) SET100 Index (+DELTA NEX THG AAV JAS SABUY BYD)
- SET ถอดหุ้นที่ออกจากการคำนวณงวด 1H23 ใน SET50/SET100 Index: SET50 Index (-BLA IRPC KCE SAWAD) SET100 Index (-AEONTS MAJOR STEC SYNEX TASCO TTA SUPER)
ปัจจัยบวก
+ Japan: ตลาดหุ้นรับรู้ข่าวการปรับเพิ่มกรอบ Yield Curve Control ของ BOJ ไปพอสมควรแล้ว สะท้อนจากการกลับมาซื้อสุทธิ 1,362.87 ล้านบาท รวมถึงฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในค่ำคืนที่ผ่านมำ รับปัจจัยบวกใหม่ จาก US Consumer Confidence เดือน ธ.ค. ออกมาสูงกว่าคาด (108.3 vs 101.4)
ปัจจัยลบ
- Thailand: ค่าเงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่เดือน พ.ย. ราว 8.70% จาก 38.02 บาท/ดอลลาร์ สหรัฐฯ สู่ระดับ 34.72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เครื่องมือ KTX Carry Trade พุ่งขึ้นเหนือ 1.5 SD. ใกล้เคียง 3.00 SD. สะท้อนภาวะ Overbought ซึ่งเป็นจุดที่ ค่าเงินบำทมีโอกาสพลิกกลับมาอ่อนค่า ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสขายทำกำไร เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลก (FX Loss)
ประเด็นสำคัญ
- Thailand: Oportunity Day: ECF NNCL SKE SALEE JSP; ดุลการค้าเดือน พ.ย. คาดขาดดุล -USD0.2bn. ส่งออก -5.2% YoY นำเข้า -0.55% MoM (Vs เดือน ต.ค. -USD0.6bn. ส่งออก -4.4% YoY นำเข้า -2.1% YoY)
- US: 3Q22E GDP Growth ครั้งสุดท้าย คาด +2.9% QoQ (Vs 2Q22 -0.6% QoQ) และ 3Q22 Core PCE Price +4.6% QoQ (Vs 2Q22 +4.7% QoQ)
- UK: 3Q22E GDP Growth ครั้งสุดท้าย คาด -0.2% QoQ, +2.4% YoY (Vs 2Q22 +0.2% QoQ, +4.4% YoY)
Global Market Summary: วันทำการที่ผ่านมา
+ ตลาดหุ้นไทยปิดบวกวันแรกรอบ 5 วัน: ดัชนีตลาดฯ ปิดที่ 1,609.94 จุด +5.50 จุด วอล่มซื้อขาย 5.0 หมื่นล้านบาท หลังจากเคลื่อนไหวในลักษณะ Up & Down กรอบ 1,605.29-1,612.61 จุด กลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหนุนตลาด ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +7.04% (DELTA) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร +1.29% การแพทย์ +1.01% ธนาคาร +0.78% หุ้นบวก >4% DELTA JTS SABUY STGT FORTH CHAYO NCL หุ้นลบ >4% SM SGC ITC GFPT POLY CHOW KISS KJL
+ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก: DJIA +1.60% S&P500 +1.49% NASDAQ +1.54% โดยมีปัจจัยหนุนจากรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของ Nike, FedEx และการพุ่งขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. สูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ 108.3 vs คาด 101.4 ส่งผลต่อหุ้นทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คำนวณดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยกลุ่มพลังงาน +1.89% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก CAC40 +2.01% DAX +1.54% FTSE +1.72% โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มค้าปลีก หลังจากข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. ของเยอรมนี ออกมาดีกว่าคาด -37.8 vs คาด -38 (เดือน ธ.ค. -40.1)
+/- น้ำมันดิบสหรัฐฯ ปิดบวก แต่ทองคำปิดทรงตัว: WTI +USD2.06 ปิดที่ USD78.29/บาร์เรล Brent +USD2.21 ปิดที่ USD82.20/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนจาก สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลงมากกว่าคาด -5.9 ล้านบาร์เรล (vs คาด -1.7 ล้านบาร์เรล) รวมทั้งความหวังที่ว่าจีนจะผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 อย่างต่อเนื่อง หลังจากไม่พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม ส่วนราคาน้ำมันปิดไม่เปลี่ยนแปลงที่ USD1,825.40/ออนซ์ หลังตลาดคลายความกังวลถึงนโยบายการเงินของ BOJ ทำให้เกิดแรงขายสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อเข้าซื้อคืนในตลาดหุ้น
ประเด็นสำคัญ
+ Oil: EIA เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง -5.9 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเครำะห์คาดว่าลดลงเพียง -1.7 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น +2.5 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น +1.6 ล้านบาร์เรล
+ US: ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 108.3 ในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และสูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 100.5 จากระดับ 101.4 ในเดือน พ.ย. โดยได้รับปัจจัยบวกจากการที่ผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
+ China: ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนบริษัท เครนแชร์ส (KraneShares) ของสหรัฐฯ กล่าวว่า นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะกลับมามีความเชื่อมั่นและทุ่มเม็ดเงินลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีนอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงการถูกถอดถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ และรัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ PCAOB ของสหรัฐฯ ระบุในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สามารถเข้าตรวจสอบและสอบสวนบริษัทจีนได้อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจีนเพิ่งยินยอมให้สหรัฐฯ เข้าถึงข้อมูลในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา
- Japan: ทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่ามาตรการครั้งต่อไปของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะเป็นการยุติการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ หลังจาก BOJ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินทั่วโลก ด้วยการขยายกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ Trading Buy (โดยมีจุดขายตัดขาดทุน 3%)
หุ้นแนะนำรายสัปดาห์: BDMS RATCH SNNP
หุ้นแนะนำเก็งกำไร: DELTA CENTEL AH
Derivatives: ถือ Short S50Z22 รอทำกำไรตามเป้า









