“นักเศรษฐศาสตร์” เปิด “3 ฉากทัศน์” เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 3 พ.ย. 69 เตือน “ไทย” รับมือผันผวน “ดร.กอบศักดิ์” มองเกมสูสี รีพับลิกันยังมีลุ้นสภาสูง “ดร.พิพัฒน์” เชื่อรีพับลิกันเสียสภาล่าง สกัดอำนาจทรัมป์ “ดร.อมรเทพ” เปิด 3 ฉากทัศน์กระทบโลก “ดร.พชรพจน์” ห่วงสงครามยืดน้ำมันพุ่ง150 ดอลลาร์
KEY POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ผลการเลือกตั้งอาจมีความสูสีและไม่แน่นอน
- ชี้ชะตาอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันนโยบายต่างๆ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และเศรษฐกิจ
- มองเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก คือ 1)รีพับลิกันชนะทั้งสองสภา อาจดำเนินนโยบายสุดโต่ง 2) เดโมแครตครองสภาใดสภาหนึ่ง เกิดการคานอำนาจและเสี่ยง Government Shutdown 3) เดโมแครตชนะทั้งสองสภา (Blue Sweep)อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลง
- ชี้ผลลัพธ์การเลือกตั้งส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของโลก ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก
โดยผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดว่าประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” จะยังมีอำนาจผลักดันนโยบายได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงราคาพลังงาน และนโยบายเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการค้าและตลาดการเงินทั่วโลก
- “กอบศักดิ์”มองเกมสูสี รีพับลิกันยังมีลุ้นสภาสูง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ครั้งนี้มีความเปลี่ยนแปลงจากที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ในช่วงแรก
โดยเดิมมีการคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างชัดเจน แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับมีความสูสีมากขึ้น หลังผลสำรวจคะแนนนิยมในหลายพื้นที่เริ่มสะท้อนว่าคะแนนของทั้งสองพรรคใกล้เคียงกัน ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีฝ่ายใดชนะอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะการแข่งขันในสภาสูงที่ยังมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก มีการประเมินสัดส่วนเสียงอยู่ที่ 51 ต่อ 49 เสียง ซึ่งหากพรรคเดโมแครตพลาดไปเพียง 1 รัฐ ก็อาจทำให้คะแนนเปลี่ยนเป็น 50 ต่อ 50 เสียงได้
ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่ากลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันเริ่มออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก
ดังนั้น ภาพการแข่งขันจึงไม่ได้เป็นไปตามการคาดการณ์เดิมที่มองว่าพรรคเดโมแครตจะชนะอย่างแน่นอน แต่พรรครีพับลิกันยังมีโอกาสรักษาพื้นที่ในสภาสูงหรือกลับมาได้ในลักษณะสูสีเฉียดฉิว
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ บทบาทโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงมาช่วยหาเสียงให้พรรครีพับลิกันอย่างหนัก ถือเป็นภาพที่เห็นไม่บ่อยนักที่ประธานาธิบดีจะลงพื้นที่หาเสียงด้วยตัวเองอย่างเข้มข้น เสมือนเป็นผู้สมัครลงแข่งขันเอง
โดยทรัมป์พยายามส่งสารไปยังประชาชนให้มองเสมือนว่ามีชื่อตัวเองอยู่ในบัตรเลือกตั้ง หากสนับสนุนและรักตนเองก็ขอให้ลงคะแนนเลือกพรรครีพับลิกัน พร้อมทั้งกล่าวถึงผลตอบแทนที่ประชาชนจะได้รับหากพรรคของตนชนะการเลือกตั้ง
ดังนั้น หากผลออกมาในลักษณะที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ขณะที่พรรครีพับลิกันยังรักษาสภาสูงไว้ได้ จะทำให้ทรัมป์สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนงานต่างๆได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะการจัดการปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งอิหร่าน คิวบา ตลอดจนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับจีนที่จะกลับมาร้อนแรงต่อเนื่อง
เนื่องจากทรัมป์เหลือระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งอีกประมาณ 1 ปีเศษ และไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ได้
จึงมีข้อจำกัดด้านเวลาในการผลักดันประเด็นต่างๆทำให้ต้องเร่งจัดการปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้แล้วเสร็จ ก่อนเดินหน้าจัดการประเด็นอื่นต่อไป
หากทรัมป์เป็นเสียงข้างน้อย การขับเคลื่อนนโยบายผ่านรัฐสภาก็จะทำได้ยากลำบากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง เพราะประธานาธิบดียังมีอำนาจในการดำเนินมาตรการต่างๆ ได้อีกหลายรูปแบบโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารัฐสภาทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางความผันผวนและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโมเมนตัมและเตรียมแรงส่งทางเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งและมีกำลังเพียงพอที่จะก้าวข้ามแรงต้านและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
- “พิพัฒน์” ลุ้นรีพับลิกันเสียสภาล่าง สกัดทรัมป์
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า พรรครีพับลิกันมีโอกาสสูงที่จะเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จากคะแนนนิยมทรัมป์ที่ปรับลดลง ส่วนการแข่งขันในวุฒิสภายังสูสี
หากรีพับลิกันเสียสภาล่าง ทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมาย งบประมาณ และการขยายเพดานหนี้ รวมถึงอาจเกิดปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ Government Shutdown ได้ง่ายขึ้น โดยต้องหันไปใช้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้นแทน
นอกจากนี้ การดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ การจัดสรรงบประมาณสงคราม และการส่งทหารภาคพื้นดินจะทำได้ยากขึ้น เพราะต้องเผชิญแรงตรวจสอบจากสภา
ในมุมตลาดการเงิน การที่พรรครีพับลิกันเสียเสียงข้างมากอาจเป็นผลดี เพราะช่วยจำกัดการผลักดันนโยบายที่มีความสุดโต่งของทรัมป์
แต่หากรีพับลิกันกลับมาชนะทั้งสองสภา ตลาดอาจเกิดความกังวล เนื่องจากทรัมป์จะมีโอกาสเดินหน้านโยบายลดภาษี แจกเงิน และเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะสูงขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรและดอกเบี้ยในตลาดปรับเพิ่มขึ้น
- “อมรเทพ”เปิด 3 ฉากทัศน์กระทบโลก
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ประเมินผลการเลือกตั้งเป็น 3 ฉากทัศน์
โดยกรณีแรก หากรีพับลิกันชนะทั้งสองสภา ทรัมป์จะเดินหน้านโยบายลดภาษีตาม Big Beautiful Bill เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ และใช้นโยบายสงครามการค้าผ่านมาตรา 301 ต่อไป เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตมากกว่า 2.5%
โดยมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI เป็นแรงขับเคลื่อน
แต่การใช้จ่ายและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะกดดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จากระดับประมาณ 4.9% ไปสู่ 5.3%
รวมถึงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. และปีถัดไปมากกว่า 2 ครั้ง
กรณีที่สอง หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่ง การออกกฎหมายและงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจะถูกตรวจสอบและอาจถูกปรับลด ขณะที่เดโมแครตอาจเสนอขึ้นภาษีคนร่ำรวย
ยังมีความเสี่ยงเกิด Government Shutdown เพราะรีพับลิกันยังอาจควบคุมอีกสภา และทรัมป์ยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย
กรณีที่สาม หรือ Blue Sweep ที่เดโมแครตชนะทั้งสองสภา เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง จากความไม่พอใจของประชาชนต่อสงครามอิหร่าน นโยบายที่สอดคล้องกับอิสราเอลซึ่งทำให้ราคาน้ำมันและค่าครองชีพสูงขึ้น รวมถึงนโยบายกวาดล้างผู้อพยพ
หากเกิดกรณีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลงมาอยู่ระดับ 2% ต้น ๆ การแจกเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยากขึ้น แต่การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยียังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่วินัยการคลังที่ดีขึ้นอาจช่วยให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลงหรือทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังเลือกตั้งจนถึงเดือน ม.ค.-ก.พ. ที่สภาชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง หรือช่วง Lame-Duck ทรัมป์ยังมีอำนาจเต็มร่วมกับสภาชุดเดิม จึงอาจเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ หรือยกระดับปฏิบัติการต่ออิหร่านก่อนถูกจำกัดอำนาจ
- “พชรพจน์”ห่วงสงครามยืดน้ำมันพุ่ง150ดอลล์
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย มองว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง อาจกลับมาเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่มีความสุดโต่ง
ทั้งมาตรการภาษีและนโยบายด้านความมั่นคง ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงที่สงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อและผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น
แต่หากทรัมป์แพ้ นโยบายการค้าและภาษีอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะประธานาธิบดียังมีอำนาจฝ่ายบริหารและสามารถใช้กระบวนการสอบสวนตามมาตราต่างๆ เพื่อดำเนินมาตรการภาษีได้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามอาจมีโอกาสลดระดับลง หากไม่ได้รับฉันทามติจากประชาชน
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน หากราคาน้ำมันปรับขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซยังอยู่ในระดับสูง จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนเศรษฐกิจและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แม้ปริมาณการจัดหาพลังงานจากตะวันออกกลางจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม แต่ราคาพลังงานอาจยังอยู่ในระดับสูงจากค่าความเสี่ยง หรือ Risk Premium รวมถึงความต้องการซื้อพลังงานจากยุโรปที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดสำหรับไทยคือการที่สงครามลดระดับความรุนแรงลง และสหรัฐฯผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทย





