วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

“วรภัทร” เตือนเกมลงทุน AI ต้องมองไกลกว่ากระแส ชูพอร์ตลงทุนแบบทีมฟุตบอล

“วรภัทร ผู้บริหารบุญรอดเทรดดิ้ง ชี้โจทย์ลงทุนยุค AI ไม่ใช่แค่ใครพัฒนาเทคโนโลยีได้ล้ำหน้า แต่ต้องดูว่าใครนำไปสร้างรายได้จริง จับตา AI Applications, Physical AI และ Robotics พร้อมเปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนแบบทีมฟุตบอล เน้นสมดุลตามความเสี่ยง มองโอกาส Private Equity Fund ไทย ตั้งเป้าผลตอบแทน 3-5 เท่า

นายวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ CEO Singha Venture Capital Fund Limited เปิดมุมมองการลงทุนในยุค AI

โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ต้องติดตามว่าใครจะสามารถนำ AI ไปใช้สร้างรายได้จริง พร้อมจับตาการเปลี่ยนผ่านสู่ AI Applications, Physical AI และ Robotics

ควบคู่กับการจัดพอร์ตลงทุนให้สมดุลตามความสามารถในการรับความเสี่ยง และการลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์
 

  • AI ขยับสู่การใช้งานจริง จับตาใครสร้างรายได้

นายวรภัทรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่เทคโนโลยี AI อย่างชัดเจน แต่โจทย์สำคัญต่อไปคือการพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้สร้างรายได้จากเทคโนโลยีดังกล่าว โดยเฉพาะการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจจริง (Real Sector) เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer และ CPG) ว่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้มากน้อยเพียงใด

ทิศทางการลงทุนระยะถัดไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่แบบปิด แต่จะขยายไปสู่การนำ AI ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจต่าง ๆ หรือ AI Applications รวมถึงต้องติดตามผลลัพธ์และความเคลื่อนไหวในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำอย่าง OpenAI

สำหรับการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน นายวรภัทรมองว่า ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งแตกต่างกัน โดยสหรัฐฯ โดดเด่นด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) โดยเฉพาะส่วนที่เป็น “สมอง” ของ Physical AI และ Robotics เช่น หุ่นยนต์ที่ใช้ในการผ่าตัดและการแพทย์

ขณะที่จีนมีจุดแข็งด้านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากจำนวนประชากร รวมถึงความพร้อมด้านพลังงาน และมีความโดดเด่นในส่วนที่เป็น “ร่างกาย” ของ Physical AI เช่น หุ่นยนต์อเนกประสงค์ (General Purpose Robotics)

นอกจากนี้ ยังมองว่าเทคโนโลยี Quantum Computing ซึ่งครอบคลุมทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ส่วน HealthTech เป็นอีกกลุ่มที่น่าติดตาม โดยแม้เม็ดเงินลงทุนยังน้อยกว่า AI แต่การนำ AI มาใช้ใน Healthcare และกระบวนการฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) ก่อนการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ถือเป็นประเด็นสำคัญของเทคโนโลยีกลุ่มนี้

จากประสบการณ์ลงทุนใน Venture Capital มากกว่า 10 ปี นายวรภัทรระบุว่า การลงทุนใน Deep Tech และ HealthTech มักใช้เวลาประมาณ 6-7 ปี จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์และการเติบโตอย่างเต็มที่

  • จัดพอร์ตแบบทีมฟุตบอล เน้นสมดุลและเข้าใจความเสี่ยง

นายวรภัทรกล่าวว่า หลักการสำคัญของการลงทุนคือการสร้างความสมดุล (Balance) และทำความเข้าใจจริตการลงทุนของตัวเอง โดยเปรียบเทียบพอร์ตกับทีมฟุตบอลที่ต้องมีทั้งผู้เล่นเกมรับและเกมรุก

เงินสดสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) เปรียบเสมือนผู้รักษาประตู ส่วนกองหลังและกองกลางช่วยสร้างความมั่นคงให้พอร์ต ขณะที่กองหน้าคือการลงทุนในหุ้นหรือบริษัทที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง โดยสัดส่วนของกองหน้าขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน

นักลงทุนจึงต้องประเมินตัวเองว่าสามารถรับความผันผวนได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง 10-20%

สำหรับแนวทางส่วนตัว มีความถนัดลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Companies) หรือ Private Market มากกว่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยมุ่งสร้างการเติบโตและรอจนบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

สำหรับการลงทุนในประเทศไทย กองทุน Private Equity (PE Fund) ที่เน้นลงทุนในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) โดยตั้งเป้าผลตอบแทนประมาณ 3-5 เท่า และประเมินว่าพอร์ตลงทุนปัจจุบันมีโอกาสสร้างผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5 เท่าตามเป้าหมาย

เมื่อเปรียบเทียบกับ Venture Capital ซึ่งคาดหวังผลตอบแทนในระดับหลายสิบเท่า PE Fund ในไทยมุ่งผลตอบแทนในระดับ 3-5 เท่า

นายวรภัทร มองว่า ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) รวมถึงสินค้า Consumer ของไทยยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากไทยเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดบริโภค อีกทั้งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตตามปกติประมาณ 2-3% ต่อปี โดยการแข่งขันเน้นการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ระหว่างผู้ประกอบการ