หุ้นไทยปิดบวก 0.81 จุด แต่การฟื้นตัวยังจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค ขณะที่นักวิเคราะห์แนะจับตาเจรจาสหรัฐฯ-จีน ปมภาษีและ AI ชี้ผลเจรจามีผลต่อไทยที่อยู่ระหว่างเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,584.15 จุด เพิ่มขึ้น 0.81 จุด โดยการปรับตัวขึ้นเป็นไปอย่างจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค เนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน้อยกว่า
- โบรกเกอร์จาก บล.เอเชีย พลัส ระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า คือการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในประเด็นมาตรการภาษีและเทคโนโลยี AI
- ผลการเจรจาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อไทย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ เช่นกัน
- หากการเจรจามีความคืบหน้าและนำไปสู่การลดภาษี จะเป็นผลบวกต่อไทย แต่หากไม่ราบรื่นและมีการขู่ขึ้นภาษี ไทยอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (18 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,584.15 จุด บวก 0.81 จุด หรือ 0.05% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,592.31 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,580.49 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 71,447.30 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 241.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.42% มูลค่าการซื้อขาย 6,446.56 ล้านบาท
2. KTB ราคาปิด 45.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 5,188.82 ล้านบาท
3. TTB ราคาปิด 3.16 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.60% มูลค่าการซื้อขาย 2,980.84 ล้านบาท
4. THAI ราคาปิด 6.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือ 2.54% มูลค่าการซื้อขาย 2,856.60 ล้านบาท
5. PTT ราคาปิด 42.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,332.41 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยดัชนีเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว และปรับตัวขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากทิศทางเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคเอเชียที่ยังเอียงไปยังตลาดหุ้นเอเชียเหนือ ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากกว่า โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7% และตลาดหุ้นไต้หวันเพิ่มขึ้น 1.9% สอดคล้องกับการรีบาวด์ของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ หลังตลาดรับรู้ปัจจัยเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสัดส่วนค่อนข้างน้อย ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวมยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้มากตามตลาดหุ้นต่างประเทศ
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงยังเป็นปัจจัยกดดันหุ้นพลังงาน หลังจีนเข้าห้ามปรามฝั่งอิหร่านและกบฏฮูตี ขณะที่การซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มแล้วเสร็จเร็วกว่าคาด ส่งผลให้กดดันกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม DELTA ขยับขึ้นตามหุ้นเทคโนโลยีเอเชียเหนือ ขณะที่ GULF เพิ่มขึ้นช่วยพยุงตลาด ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มเห็นการสลับกลับมารีบาวด์ขึ้นบ้าง
ส่วนหุ้นกลุ่มค้าปลีก แรงบวกเริ่มชะลอตัวและราคาหุ้นย่อตัวลงมาบ้าง หลังจากผลสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หรือโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ออกมาอยู่ที่ 1,000 บาทสำหรับระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดเคยคาดหวังไว้ที่ระดับเดือนละ 1,000 บาท
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามสัปดาห์หน้า คือการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในประเด็นเทคโนโลยี AI และมาตรการภาษี โดยหากการหารือมีความคืบหน้าและนำไปสู่การลดภาษี จะเป็นบวกต่อไทยที่อยู่ระหว่างเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เช่นกัน แต่หากการเจรจาไม่ราบรื่นและมีการขู่ขึ้นภาษี ไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านภาษีเพิ่มขึ้น
ลุ้นส่งออกไทยเดือน ส.ค.2569 โต 24.7%
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกของไทย โดยวันที่ 25 ก.ย.2569 มีกำหนดประกาศตัวเลขการส่งออกของไทยประจำเดือน ส.ค.2569 ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่ายอดการส่งออกจะยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 24.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดการนำเข้าคาดว่าจะเติบโตประมาณ 33% YoY
"แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า มีทิศทางที่จะปรับตัวดีขึ้นและสามารถรีบาวด์ได้บ้าง หลังจากตลาดเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องมาตลอด 3 สัปดาห์ในเดือนนี้"
ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4/2569 เป็นช่วง High Season ของหลายกลุ่มธุรกิจ แม้ราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก จึงเป็นจังหวะสะสม โดยแนะนำ BDMS ในกลุ่มโรงพยาบาล จากแนวโน้มผลประกอบการที่ดีตามฤดูกาล และอาจได้อานิสงส์เพิ่มเติมหากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม แนะนำ CENTEL รับแรงหนุนจาก Golden Week ของจีนในช่วงต้นไตรมาส 4/2569 ขณะที่กลุ่มค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม แนะนำ BJC และ CBG จากปัจจัย High Season และมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐ แม้วงเงินจะต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แต่ยังเป็นปัจจัยบวก ขณะที่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก





