วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

'แอร์เอเชีย' แจงยืนยันฐานะการเงินแกร่ง โบรกชี้คลายกังวล แต่ AAV ยังเผชิญความเสี่ยง

แอร์เอเชีย กรุ๊ป ยืนยันฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง พร้อมแผนระดมทุนราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ ช่วยคลายความกังวลตลาดได้บางส่วน แต่ AAV ยังเผชิญความเสี่ยงจากลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากเครือข่ายการบินและต้นทุนน้ำมัน ขณะที่โบรกเกอร์มองต่างมุม ตั้งแต่ทยอยสะสมรับไฮซีซัน ไปจนถึงคง “NEUTRAL” และมอง “Negative” ต่อหุ้น

KEY POINTS

  • แอร์เอเชีย กรุ๊ป ยืนยันฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีแผนระดมทุนราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าช่วยคลายความกังวลของตลาดได้ในระดับหนึ่ง
  • อย่างไรก็ตาม AAV (ไทยแอร์เอเชีย) ยังคงเผชิญความเสี่ยงสำคัญจากลูกหนี้การค้าที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแอร์เอเชียกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งโบรกเกอร์กรุงศรีมองว่าอาจกลายเป็นหนี้เสียหากปัญหารุนแรงขึ้น
  • นอกจากนี้ AAV ยังมีความเสี่ยงทางอ้อมจากการอาจสูญเสียความได้เปรียบด้านเครือข่ายการบินและความร่วมมือในกลุ่ม รวมถึงความเสี่ยงจากต้นทุนน้ำมันที่อาจสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • มุมมองของโบรกเกอร์มีความแตกต่างกัน โดย บล.บัวหลวง มองเป็นโอกาสสะสมหุ้นรับไฮซีซัน, บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คงคำแนะนำ "NEUTRAL" และให้ติดตามสภาพคล่อง, ขณะที่ บล.กรุงศรี มีมุมมองเป็น "Negative" จากความเสี่ยงที่ยังคงอยู่

ความกังวลเกี่ยวกับฐานะการเงินของ AirAsia Group กลายเป็นประเด็นที่ตลาดจับตา หลังผลประกอบการ ภาระหนี้ และความต้องการระดมทุนของกลุ่ม ทำให้เกิดคำถามถึงสภาพคล่องและผลกระทบที่อาจส่งผ่านมายัง AAV ล่าสุด Tony Fernandes ผู้ก่อตั้ง AirAsia Group ออกมาชี้แจงสถานการณ์ ยืนยันธุรกิจยังดำเนินตามปกติ พร้อมเดินหน้าแผนรีไฟแนนซ์ 
 

ระวีนุช ปิยะเกรียงไกร, IAA บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ภายหลังการแถลงข้อมูลโดยนายโทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา AirAsia Group Berhad ว่า กลุ่มแอร์เอเชียยืนยันความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและกระแสเงินสด พร้อมมีแผนระดมเงินกู้ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูง คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงเดือน ธ.ค. 2569-ม.ค. 2570 ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังแตกต่างจากช่วงโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความต้องการเดินทางยังแข็งแกร่ง และคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2569 จะโดดเด่น
 

1. สถานการณ์ปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าช่วงโควิด-19

กลุ่มแอร์เอเชียระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังแข็งแกร่งกว่าช่วงโควิด-19 เนื่องจากธุรกิจยังสามารถดำเนินงานและให้บริการเที่ยวบินได้ตามปกติ ขณะที่ความต้องการเดินทางยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แตกต่างจากช่วงโควิด-19 ที่ธุรกิจสายการบินต้องหยุดให้บริการเที่ยวบินเป็นส่วนใหญ่

2. สภาพคล่องและแนวโน้มผลประกอบการ

สภาพคล่องของกลุ่มบริษัทมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/2569 จะโดดเด่น จาก Capacity การบินที่ทยอยกลับมาเต็มรูปแบบมากขึ้น และความต้องการเดินทางที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

3. การระดมทุนและการสนับสนุนจากรัฐบาลมาเลเซีย

นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ยืนยันว่า กลุ่มแอร์เอเชียไม่เคยขอรับเงินช่วยเหลือ (Bailout) จากรัฐบาลมาเลเซีย โดยบริษัทมีแผนระดมทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งให้ความสนใจ คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงเดือน ธ.ค. 2569-ม.ค. 2570

4. จุดแข็งที่ยั่งยืน

กลุ่มแอร์เอเชียมั่นใจใน 3 เสาหลักของธุรกิจ ได้แก่ โครงสร้างต้นทุนที่ต่ำและสามารถแข่งขันได้ (Cost Leadership) เครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุม (Network) และความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Brand) ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

5. ประเด็นลูกหนี้การค้าระหว่างกลุ่มและ AAV

สำหรับประเด็นลูกหนี้การค้าระหว่างบริษัทในกลุ่มและบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV บริษัทชี้แจงว่าเป็นรายการปกติทางธุรกิจ ซึ่งเกิดจากระบบการจองตั๋วโดยสารแบบรวมศูนย์ รวมถึงค่าซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ภายในกลุ่ม โดยมีความไม่สอดคล้องกันด้านระยะเวลาของรายการ (Mismatch) ทั้งนี้ คาดว่ายอดลูกหนี้ดังกล่าวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

6. มุมมองต่อตลาดหลัก

สำหรับตลาดหลักของกลุ่มแอร์เอเชีย มองว่าตลาดไทยยังมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและอยู่ในช่วงขยายตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป

7. กลยุทธ์รับมือความเสี่ยงสงครามและต้นทุนน้ำมัน

หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อและส่งผลต่อต้นทุนน้ำมัน กลุ่มแอร์เอเชียมีแนวทางรับมือหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การปรับราคาค่าโดยสาร (Airfare) ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และการปรับโครงสร้างเครือข่ายเส้นทางบิน (Network Optimization) โดยพิจารณายกเลิกเส้นทางที่ไม่ทำกำไร เพื่อรักษาประสิทธิภาพของการดำเนินงานและกระแสเงินสด

ทั้งนี้การชี้แจงของกลุ่มแอร์เอเชียช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินและรายการลูกหนี้ระหว่างกันได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นการบริหารสภาพคล่องยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะในช่วง Low Season อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ NEUTRAL ต่อหุ้น AAV โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 1 บาท

สุพพตา ศรีสุข,IAAนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า Tony  Fernandes  ,  Founder  of  AirAsia  Group ยืนยันว่า กลุ่มไม่มีแผนขอ Government Bailout และเครื่องบินทุกลำยังให้บริการตามปกติ

สำหรับแผนรีไฟแนนซ์ต้องการเงินประมาณ 1 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (RM1bn) ผ่านเงินกู้หรือหุ้นกู้ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน โดยมีสถาบันการเงินสนับสนุน และคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2569-ต้นปี 2570 ขณะที่กลุ่มมีเงินสดในมือมากกว่า RM1bn

ทั้งนี้ แนวโน้มไตรมาส 3-4/2569 คาดดีขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์เดินทางแข็งแกร่ง พร้อมปรับขึ้นค่าโดยสารสะท้อนต้นทุนน้ำมัน ทยอยคืนเครื่องบินเก่า และใช้ AI ลดต้นทุน ขณะที่ Inter-company Loan กับไทยแอร์เอเชียคาดลดลงต่อเนื่อง และจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 4/2569

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงดังกล่าวน่าจะช่วยคลายความกังวลของตลาด ขณะที่ราคาหุ้นที่ปรับลงแรงก่อนหน้านี้น่าจะสะท้อนความกังวลไปมากแล้ว โดยมองเป็นโอกาสทยอยสะสมรับไฮซีซันไตรมาส 4/2569

ดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์อาวุโส บล.กรุงศรี กล่าวว่า มอง Negative ต่อ AAV แม้คาด Thai AirAsia ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการเงินของ AirAsia แต่มีความเสี่ยงทางอ้อมจากการสูญเสียความได้เปรียบด้าน Network อำนาจต่อรองซื้อเครื่องบิน และความร่วมมือภายในกลุ่ม

ทั้งนี้ AirAsia ขาดทุนสุทธิไตรมาส 2/2569 ราว 831 ล้านริงกิต มีหนี้สินหมุนเวียน 1.84 หมื่นล้านริงกิต และอยู่ระหว่างระดมทุนสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่ AAV มีลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท โดยค้างชำระ 7-8 พันล้านบาท หรือราว 0.59 บาทต่อหุ้น จึงมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสียหาก AirAsia ประสบปัญหารุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ AAV ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจกดดันต้นทุนน้ำมัน แม้ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาเป้าหมาย 1.19 บาท แต่ บล.กรุงศรียังไม่แนะนำเข้าลงทุน และติดตามความเสี่ยงทั้งจาก AirAsia และต้นทุนน้ำมันอย่างใกล้ชิด