การยื่นแบบภาษีแล้วพบภายหลังว่า “กรอกผิด” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “แก้ได้ไหม?” แต่คือ ควรรีบแก้ทันที หรือรอก่อน แบบไหนได้เงินคืนไวกว่า?
KEY POINTS
- หากยื่นแบบภาษีผิดและมีหลักฐานครบถ้วน ควรยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขทันที ไม่ควรรอ เพราะการรอไม่ได้ทำให้กระบวนการคืนภาษีเร็วขึ้น
- การแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องไม่ได้การันตีว่าจะได้เงินคืนเร็วขึ้นเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและกระบวนการตรวจสอบของกรมสรรพากรเป็นสำคัญ
- การยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดอาจไม่ได้นำไปสู่การได้เงินคืนเพิ่มเสมอไป ในบางกรณีอาจทำให้ต้องชำระภาษีเพิ่มหากพบว่ามีรายได้ที่ตกหล่น
การยื่นแบบภาษีแล้วพบภายหลังว่า “กรอกผิด” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่คิด บางคนลืมใส่รายได้บางรายการ บางคนกรอกค่าลดหย่อนหรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ครบ ขณะที่บางรายใส่ตัวเลขผิดจนทำให้ยอดภาษีที่ต้องชำระหรือยอดภาษีที่ขอคืนเปลี่ยนไป
เมื่อรู้ว่าตัวเองยื่นแบบผิด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “แก้ได้ไหม?” แต่คือ ควรรีบแก้ทันที หรือรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจแบบเดิมก่อน แบบไหนมีโอกาสได้เงินคืนเร็วกว่า?
คำตอบแบบสั้นๆ คือ หากความผิดพลาดทำให้มีสิทธิได้รับเงินคืนเพิ่มขึ้น การปล่อยแบบเดิมค้างไว้ไม่ได้ทำให้กระบวนการเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ และในหลายกรณี การยื่นแบบเพิ่มเติมให้ถูกต้องพร้อมเอกสารหลักฐานตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมช่วยให้ข้อมูลในระบบตรงกับข้อเท็จจริงมากกว่า
ยื่นแบบผิด ต้องทำอย่างไร?
สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ออกคือ “ผิดแบบไหน” ถ้าเป็นกรณี ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 และยื่นแบบไปแล้ว แต่พบว่าตัวเลขหรือข้อมูลบางรายการไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรระบุว่า หากเป็นกรณีขอคืนภาษี สามารถยื่นแบบเพิ่มเติม โดยกรอกรายการใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแก้เฉพาะตัวเลขที่ผิดเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เดิมคำนวณแล้วมีสิทธิขอคืน 5,000 บาท แต่ภายหลังพบว่ามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ตกหล่นอีก 10,000 บาท การยื่นเพิ่มเติมอาจทำให้ยอดภาษีที่ขอคืนเปลี่ยนไปตามข้อมูลที่ถูกต้อง
แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีหลักฐานรองรับตัวเลขที่แก้ไข เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารรายได้ หรือหลักฐานค่าลดหย่อนที่เกี่ยวข้อง เพราะการยื่นแบบเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่ากรมสรรพากรจะอนุมัติเงินคืนตามยอดที่ผู้เสียภาษีกรอกทันที
แล้วควร “แก้ทันที” หรือ “รอก่อน”?
ถ้าถามในมุมของการจัดการภาษี โดยทั่วไปไม่ควรรอเพียงเพราะหวังว่าจะได้เงินคืนเร็วขึ้น เหตุผลคือ การพิจารณาคืนภาษีขึ้นอยู่กับข้อมูลและเอกสารที่กรมสรรพากรใช้ตรวจสอบ ไม่ได้มีหลักว่า “รอนานกว่าแล้วจะได้เงินคืนเร็วกว่า”
กรมสรรพากรระบุว่า กรณีมีเอกสารชัดเจนแสดงว่าเสียภาษีไว้เกิน ผิด ซ้ำ หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย กรมสรรพากรจะดำเนินการคืนเงินภาษีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอคืนเงินภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดังนั้น หากพบข้อผิดพลาดที่ทำให้ยอดขอคืนไม่ตรงกับความเป็นจริง การแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและเตรียมเอกสารให้พร้อม ย่อมเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการปล่อยให้ข้อมูลผิดค้างอยู่
อย่างไรก็ตามคำว่า “แก้เร็ว = ได้เงินเร็ว” ก็ไม่ควรตีความแบบตรงตัว เพราะการคืนเงินจริงยังขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของกรมสรรพากร ความครบถ้วนของเอกสาร และข้อเท็จจริงของแต่ละราย
ยื่นเพิ่มเติมแล้ว เงินคืนจะเริ่มนับใหม่หรือไม่?
นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด การยื่นเพิ่มเติมไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินคืนทันทีหลังจากกดส่งแบบ และไม่ควรคาดหวังว่าการยื่นแก้จะทำให้ระบบอนุมัติเงินคืนโดยอัตโนมัติ ในทางปฏิบัติ หากข้อมูลที่ยื่นเพิ่มเติมทำให้ยอดเงินคืนเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่อาจต้องตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีที่ตัวเลขแตกต่างจากแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
กรมสรรพากรเปิดให้ผู้เสียภาษีตรวจสอบสถานะการคืนเงินและติดตามการนำส่งเอกสารผ่านระบบ
D-MyTax ได้ โดยสามารถตรวจสอบสถานะ “คืนเงินภาษี” รวมถึงติดตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ต้องการเพิ่มเติมได้ เพราะฉะนั้น หากต้องการให้กระบวนการเดินหน้า สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การยื่นแบบเพิ่มเติมก็คือ เอกสารต้องพร้อมและข้อมูลต้องสอดคล้องกัน
ถ้ายื่นแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มล่ะ?
กรณีนี้ต้องระวังมากขึ้น เพราะการแก้แบบอาจไม่ได้ทำให้ได้เงินคืน แต่อาจกลายเป็นว่ามีภาษีต้องชำระเพิ่ม ตัวอย่างเช่น เดิมคำนวณว่าต้องเสียภาษี 20,000 บาท แต่ภายหลังพบว่าลืมรวมรายได้อีกก้อนหนึ่ง เมื่อคำนวณใหม่แล้วภาษีที่ถูกต้องกลายเป็น 30,000 บาท แบบเพิ่มเติมจึงต้องสะท้อนยอดที่ถูกต้อง และอาจมีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตามกรณี
กรมสรรพากรระบุหลักการว่า หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชำระและยังไม่ได้ชำระ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบบกำหนด และหากชำระไปแล้วแต่ยังมีภาษีขาด ก็สามารถยื่นเพิ่มเติมและชำระเฉพาะส่วนที่ขาดได้ตามเงื่อนไข ดังนั้นอย่ามองการยื่นเพิ่มเติมว่าเป็นเครื่องมือสำหรับ “ขอเงินคืนเพิ่ม” อย่างเดียว เพราะในบางกรณีผลลัพธ์อาจเป็นการต้องจ่ายภาษีเพิ่ม
ถ้าอยากได้เงินคืนเร็ว ควรเช็กอะไรบ้าง?
ก่อนยื่นเพิ่มเติม แนะนำให้ตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
1.รายได้ที่นำมาคำนวณครบทุกประเภทหรือไม่
2.ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตรงกับหนังสือรับรองหรือไม่
3.ค่าลดหย่อนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีมีหลักฐานครบหรือไม่
4.ยอดภาษีที่ขอคืนสอดคล้องกับข้อมูลทั้งหมดหรือไม่
5.หากระบบหรือเจ้าหน้าที่ขอเอกสารเพิ่มเติม สามารถส่งได้ทันทีหรือไม่
สำหรับผู้ที่ยื่น ภ.ง.ด.90/91 ผ่านอินเทอร์เน็ต กรมสรรพากรมีช่องทาง Upload เอกสารผ่าน D-MyTax และสามารถติดตามสถานะการขอคืนและการนำส่งเอกสารได้จากระบบเดียวกัน
แล้วคำตอบคือ “แก้ทันที” หรือ “รอก่อน”?
ถ้าแบบที่ยื่นไปมีข้อมูลผิด และคุณมีข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมหลักฐานแล้ว ไม่ควรรอเพียงเพื่อหวังให้ได้เงินคืนเร็วขึ้น ทางที่เหมาะสมกว่าคือ ตรวจสอบความผิดพลาดให้แน่ชัด จากนั้นยื่นเพิ่มเติมตามขั้นตอนของแบบนั้นๆ พร้อมเตรียมเอกสารให้ครบ และติดตามสถานะผ่านช่องทางของกรมสรรพากร
แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเลขที่ผิดเกิดจากอะไร การรีบยื่นเพิ่มเติมทั้งที่ข้อมูลยังไม่พร้อมก็อาจสร้างปัญหาใหม่ได้เช่นกัน เพราะการยื่นเพิ่มเติมควรสะท้อนข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ใช่แก้แบบไปหลายรอบโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
สรุป ยื่นแบบภาษีผิด ไม่ได้แปลว่าต้องเสียสิทธิ์ในการขอคืนภาษี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการยื่นแก้ทันทีจะทำให้ได้เงินคืนเร็วกว่าทุกกรณี หัวใจสำคัญอยู่ที่ ข้อมูลถูกต้อง เอกสารครบ และดำเนินการให้ตรงกับประเภทของแบบภาษี
ถ้าความผิดพลาดทำให้ยอดขอคืนเปลี่ยน และคุณมีหลักฐานครบ การยื่นเพิ่มเติมอย่างถูกต้องย่อมดีกว่าปล่อยข้อมูลผิดค้างไว้ ขณะเดียวกัน หากยื่นเพิ่มเติมแล้ว ก็ควรติดตามสถานะและตรวจสอบว่ามีเอกสารที่กรมสรรพากรขอเพิ่มเติมหรือไม่
สำหรับข้อมูลปัจจุบัน กรมสรรพากรมีระบบ D-MyTax สำหรับติดตามสถานะการคืนภาษีและนำส่งเอกสาร และระบุว่ากรณีมีเอกสารชัดเจนตามเงื่อนไข การคืนเงินภาษีดำเนินการภายใน 3 เดือนนับจากวันที่ได้รับคำร้องขอคืน
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





