วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จับตาศึกชิงเค้ก ‘Data Center’ โครงสร้างพื้นฐานยุค AI ชี้เป้าไทยต้องมองข้ามช็อต

ศูนย์วิจักสิกรไทย มองการลงทุน Data Center กำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของเศรษฐกิจอนาคต แต่ในระยะสั้นไทยอาจได้อานิสงส์เพียงงานก่อสร้างและค่าน้ำ-ค่าไฟ เผยโจทย์ใหญ่ภาคเอกชนและภาครัฐต้องเร่งปูทางพัฒนา ซอฟต์แวร์-AI รองรับ พร้อมคลางแคลงแผน PDP รับมือความต้องการไฟฟ้าพีก 40,000 เมกะวัตต์

KEY POINTS

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับยุค AI ซึ่งช่วยให้ไทยสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนเอง (Data Governance) และลดความหน่วงในการสื่อสาร (Latency) ที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีขั้นสูง
  • มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะสั้นยังมีจำกัดเนื่องจากต้องนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสูง โจทย์สำคัญของไทยคือการมองข้ามช็อตจากการเป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่ ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์และ AI Solutions ของตนเอง
  • ภาครัฐได้เตรียมแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นจาก Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แล้ว พร้อมเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการขยายตัว

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  เปิดเผยว่า  กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Data Center ที่เข้ามาพัวพันกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จนเกิดคำถามสำคัญจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงที่ประเทศจะได้รับ

พร้อมระบุว่า Data Center คือหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่จะรองรับการมาถึงของเทคโนโลยี AI และระบบ Smart City การมีขุมพลังประมวลผลภายในประเทศช่วยให้ไทยสามารถกุมอำนาจการบริหารจัดการข้อมูล (Data Governance) เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลประชาชน และลดความหน่วงในการสื่อสาร (Latency) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car) เช่นเดียวกับโมเดลการพัฒนาเมืองปัญญาประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จแล้วในหลายพื้นที่ของประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในมุมมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผลกระทบระยะสั้นของ Data Center ต่อไทยยังคงมีจำกัด เนื่องจากอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องเซิร์ฟเวอร์หลักยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ สิ่งที่เม็ดเงินลงทุนตกถึงท้องถิ่นในระยะแรกจึงมีเพียงงานก่อสร้าง ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้าเท่านั้น โจทย์ใหญ่ของไทยในระยะถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการเป็น "ผู้ให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูล" แต่คือการเร่งพัฒนาซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และ AI Solutions ของตนเองบนฐานโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

สำหรับประเด็นการกระจุกตัวของ Data Center ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นผลมาจากความพร้อมด้าน Bandwidth และโครงข่ายสายเคเบิลบรอดแบรนด์ ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งลัดปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการขยายตัวให้เป็นระบบ ขณะเดียวกันในมิติของพลังงาน แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ได้ประเมินฉากทัศน์รองรับความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่อาจพุ่งสูงขึ้น 30,000 ถึง 40,000 เมกะวัตต์ จากทั้ง EV และ Data Center ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนและเอกชนในระยะยาว