FETCO ชี้ดีลสันติภาพลดเงินเฟ้อ-ปลดล็อก ศก. ซื้อเวลาให้รัฐบาลดันนโยบาย New Growth Story ดันจีดีพีกลับมาโตระดับศักยภาพ 3-4% ได้ ต่อเนื่อง ดึงดูดเม็ดเงิน หนุนตลาดหุ้นไทย
KEY POINTS
- ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐ และอิหร่านจะส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- สถานการณ์ความขัดแย้งที่คลี่คลายจะช่วยให้รัฐบาลสามารถมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (New Growth Story) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- ภาวะที่ปลอดภัยขึ้นจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มตะวันออกกลาง ให้กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
- ปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยปลดล็อกตลาดทุนไทยจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงที่ผ่านมา และหนุนให้ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มองว่า หากสถานการณ์ สหรัฐ-อิหร่าน สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.69) ภาพรวมของเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทยจะมีทิศทางที่เป็นบวกในหลายมิติ เมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ราคาพลังงานและน้ำมัน มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลสำคัญในการลดแรงกดดันด้าน เงินเฟ้อ ที่เคยมาจากต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบอาหาร เช่น ปุ๋ย
รวมทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ เมื่อแนวโน้มเงินเฟ้อผ่อนคลายลง โอกาสที่จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็น้อยลงตามไปด้วย และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็น อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงได้ในปีหน้า จากปีนี้คาดว่าทั้งธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงดอกเบี้ยในปีนี้
แน่นอนว่า ด้วยบรรยากาศที่เป็นบวกจากการยุติความขัดแย้งสงครามอิหร่าน จะส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้น
ความขัดแย้งนิ่ง “ซื้อเวลา” รัฐบาลโฟกัสขับเคลื่อน ศก.
อีกทั้ง การที่สถานการณ์ความขัดแย้งต่างประเทศนิ่งขึ้น จะช่วย “ซื้อเวลา” ให้รัฐบาล สามารถโฟกัสกับการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว และเดินหน้าสร้าง New Growth Story ของประเทศ เช่น การลงทุนใน Data Center, AI และพลังงานสะอาด ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะสถานการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างตลาดตะวันออกกลาง ให้กลับเข้ามาลงทุนในไทยได้ง่ายขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงในภูมิภาคเดิมลดลง
“หากดีลสันติภาพจบลงได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักของตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมา”
แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเราประเมิน เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2569 เผชิญแรงเสียดทาน ชัดทั้งเงินเฟ้อ และกำลังซื้ออ่อนตัว และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยืดเยื้อ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ฟื้นจากกำไรบริษัทหนุน แต่เปราะบางจาก Oil shock และบอนด์ยีลด์สูง
สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจยังเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปีนี้ที่ เติบโต 1.8% และปีหน้า เติบโต1.7%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่ สำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด และนโยบายสร้าง New Growth Story ถูกคาดหวังว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น อาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป หากภาครัฐสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตเต็มศักยภาพอีกครั้ง ระดับ 3-4% ได้ต่อเนื่อง
ดังนั้น นายไพบูลย์ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ยังมีศักยภาพ อยู่ในจุดที่ค่อนข้างได้เปรียบ มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และไม่ใช่เพียงแค่หลุมหลบภัยชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีพื้นฐานกลับมารองรับอย่างแข็งแกร่ง
บลจ. ทิสโก้ ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุดภายในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันดัชนีปรับตัวขึ้นมาถึงระดับดังกล่าวแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นต่อจากระดับนี้ จำเป็นต้องได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับเพิ่มค่า PE ของตลาด จากปัจจุบันPE เฉลี่ย 17 เท่า ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ในปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตระดับเลขสองหลัก สะท้อนพื้นฐานตลาดที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจุดเด่นด้านอัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายตลาดทั่วโลก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





