นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่สหรัฐและอิหร่านเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพ (ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายไม่เปลี่ยนใจ) และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เป็นข่าวดีที่ประชาคมโลกเฝ้ารอมายาวนาน หลังสงครามยืดเยื้อมากกว่า 3 เดือน
สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งต่อ ชีวิตผู้คน เศรษฐกิจ และเสถียรภาพของโลก ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เพียงทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่สงครามพังทลาย แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกประเทศผ่าน ราคาพลังงานที่พุ่งสูง เงินเฟ้อที่เร่งตัว ซัปพลายเชนที่หยุดชะงัก ตลอดจนภาคท่องเที่ยวและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบหนัก การหยุดยิงและการหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา จึงเป็นก้าวสำคัญช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก สร้างความหวังให้ผู้คนอีกครั้ง
แต่สันติภาพครั้งนี้ (หากเกิดขึ้นจริง) ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น และไม่ใช่จุดสิ้นสุดของปัญหา เพราะรายละเอียดข้อตกลงยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ละเอียดอ่อน ทั้งเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร การปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน การส่งออกน้ำมัน รวมถึงการกำกับดูแลโครงการนิวเคลียร์ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมองว่าตนเองเสียเปรียบ หรือหากกลุ่มการเมืองภายในประเทศทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับข้อตกลง ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ได้เช่นกัน โลกจึงไม่ควรมองเพียงภาพการลงนาม แต่ต้องจับตาการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างใกล้ชิด เพราะความเชื่อมั่นและความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดว่ากระบวนการสันติภาพครั้งนี้จะยั่งยืนหรือไม่
สำหรับเศรษฐกิจโลก การเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านพลังงานได้ เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ต้นทุนพลังงานที่ลดลง ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และช่วยให้หลายประเทศมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเร็วขึ้น ส่วนประเทศไทย แม้จะได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับลดลง ต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่เบาบางลง รวมถึงภาคท่องเที่ยวและการส่งออกที่อาจฟื้นตัว แต่รัฐบาลและภาคเอกชนไม่ควรประมาท เพราะเศรษฐกิจโลกหลังสงครามยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ประเทศต่างๆ อาจกำลังเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและแข่งขันดึงดูดลงทุนอย่างเข้มข้น ไทยจึงต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ลดความเปราะบางจากวิกฤติพลังงานในอนาคต เหนือสิ่งอื่นใด สงครามครั้งนี้ ย้ำเตือนบทเรียนสำคัญว่า “มนุษย์” คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของโลก ความสูญเสียไม่ได้วัดจากมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ หรืออาคารที่พังทลาย แต่คือ “ชีวิต” ของ “ผู้คน” ที่ไม่มีวันกลับคืนมา การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน จึงเป็นโอกาสมนุษยชาติในการพิสูจน์ว่า ความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นหนทางที่ดีกว่าความรุนแรง โลกอาจยังเผชิญความท้าทายอีกมากหลังสงคราม แต่การกลับคืนสู่สันติภาพ คือ จุดเริ่มต้นการฟื้นฟู และเป็นหนทางไปสู่ความร่วมมือกันของทั้งโลกเพื่อความมั่นคงในอนาคต


