วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ประธาน COP30 เตือน โอกาสสุดท้ายรักษาเป้า 1.5°C ก่อนสู่ยุค 'ไร้ทางกลับ'

ประธาน COP30 เตือน โอกาสสุดท้ายรักษาเป้า 1.5°C ก่อนสู่ยุค 'ไร้ทางกลับ'

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายอังเดร อารันญา กอร์เรอา ดู ลาโก (André Aranha Corrêa do Lago) นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศของบราซิล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 30 (COP30) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้เผยแพร่ จดหมายฉบับที่ 9 ถึงประชาคมโลก โดยเน้นย้ำถึงความท้าทายเร่งด่วนในการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม (ราวปี ค.ศ. 1850–1900) ซึ่งต้องอาศัยการดำเนินการที่รวดเร็วและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

COP30 ที่เมืองเบเล็ง (Belém) ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายสูงสุดของ UNFCCC นั่นคือ การรักษาเสถียรภาพของความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์

ประธาน COP30 เตือนว่า โลกกำลังเผชิญทางเลือกสำคัญ เราต้องเลือกระหว่างการปล่อยให้ธุรกิจดำเนินไปตามปกติจนนำไปสู่ความล่มสลาย หรือจะรวมพลังกันด้วยความกล้าหาญและความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนทิศทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนและก้าวหน้า

ประธาน COP30 เตือน โอกาสสุดท้ายรักษาเป้า 1.5°C ก่อนสู่ยุค 'ไร้ทางกลับ'

โลกร้อนเกิน 1.5 °C คือจุดอันตราย

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เตือนว่า ความเสี่ยงจากวิกฤติภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความถี่หรือความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่สามารถย้อนกลับได้ในระบบภูมิอากาศของโลก

ทุกๆ องศาที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มโอกาสที่โลกจะเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” (critical tipping points) ซึ่งอาจทำลายความยืดหยุ่นของระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง นำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงและยากจะควบคุม

รายงาน Global Tipping Points Report 2025 ที่เปิดตัวในเวที Pre-COP30 ยืนยันว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นจริงใหม่ ที่ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มจะทะลุเกิน 1.5 °C ซึ่งจะผลักดันมนุษยชาติให้เข้าสู่เขตอันตราย โดยจุดเปลี่ยนหลายจุดอาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เสริมแรงตัวเอง (self-amplifying change) อย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนเหล่านี้สะท้อนถึงผลกระทบที่รุนแรงจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อระบบภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ UNFCCC และความตกลงปารีส (Paris Agreement) พยายามป้องกันมาตลอด นักวิทยาศาสตร์จึงเน้นย้ำว่า การจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 1.5 °C ให้ได้มากที่สุด เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงห่วงโซ่ผลกระทบที่รุนแรง และเตือนว่า ทุกเสี้ยวองศา และทุกปีที่ปล่อยให้โลกร้อนเกิน 1.5 °C ล้วนมีความหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เปลี่ยน 'ช่องว่าง' เป็น 'ตัวขับเคลื่อน'

แม้จะมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกได้กลายเป็นแนวโน้มที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ประธาน COP30 ระบุว่า งานสำคัญที่รออยู่ข้างหน้าคือการเร่งดำเนินมาตรการเพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสให้อยู่ในขอบเขตที่เป็นไปได้

รายงานสังเคราะห์เกี่ยวกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (NDCs) แสดงให้เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซในภาพรวมภายในปี 2035 กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษยชาติสามารถชะลอเส้นโค้งการปล่อยก๊าซลงได้ อย่างไรก็ตาม เรายังต้องเร่งสปีดการดำเนินงานให้มากขึ้น

แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเตือนถึงความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า แต่ก็เผยให้เห็นเส้นทางแห่งความหวังผ่าน “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” (positive tipping points) ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยี พฤติกรรม และสังคมสามารถเร่งการพัฒนาไปสู่โลกที่มีคาร์บอนต่ำและมีความยืดหยุ่น ตัวขับเคลื่อนหลักที่รายงาน Global Tipping Points ระบุไว้ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (DPI), แหล่งเงินทุนราคาถูกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา, การฟื้นฟูธรรมชาติ และนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

กลไกการเปลี่ยนแปลงที่ COP30

การดำเนินงานใน COP30 จะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลง “ช่องว่าง” ทั้งในเรื่องการปฏิบัติและความทะเยอทะยานของประเทศต่าง ๆ ให้กลายเป็น “ตัวขับเคลื่อน” ผ่านการเร่งรัดการทำงานร่วมกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีลำดับความสำคัญหลัก 3 ประการ คือ

  • การเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคีและระบอบภูมิอากาศภายใต้กรอบ UNFCCC
  • การเชื่อมโยงระบอบภูมิอากาศเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของผู้คนอย่างแท้จริง
  • การเร่งรัดให้เกิดการดำเนินงานตามความตกลงปารีสอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยการดำเนินงานนี้จะครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว การเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถจะต้องพัฒนาให้ก้าวจากเครื่องมือเจรจา ไปสู่ “ตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” ที่แท้จริง

ประธาน COP30 หวังว่า “Baku to Belém Roadmap to 1.3T” ซึ่งร่วมกันกับ COP29 จะเป็นเส้นทางสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน และเป็นสะพานเชื่อมโยงความทะเยอทะยานด้านสภาพอากาศกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ COP30 ยังถือเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์ที่จะผสานรวมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลกับการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความเร็วและขยายขนาดการพัฒนาที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ประธานได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (DPI) ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างความโปร่งใส ความยืดหยุ่น และการตอบสนองที่รวดเร็ว

ป่าแอมะซอน ระบบนิเวศสำคัญ

COP30 จะจัดขึ้นที่เมืองเบเล็ง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางป่าแอมะซอน ระบบนิเวศสำคัญที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของโลก แต่ขณะนี้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ รายงาน Global Tipping Points Report 2025 เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการตัดไม้ทำลายป่าร่วมกัน กำลังทำให้แอมะซอนเสี่ยงต่อการตายในวงกว้าง หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5°C และต่ำกว่า 2°C

ประธาน COP30 เน้นย้ำว่า แอมะซอนเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบน้ำ และเป็นผู้พิทักษ์ความสมดุลของคาร์บอนโลก หากป่าแอมะซอนเกิดการเปลี่ยนแปลงเกินจุดวิกฤต ดาวเคราะห์ของเราจะเผชิญความยากลำบากในการฟื้นฟูสมดุลทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ดี ข้อมูลล่าสุดจากบราซิลก็สร้างความหวังได้ เมื่อปี 2025 บราซิลสามารถลดการตัดไม้ทำลายป่าในแอมะซอนได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ลดลงสะสมถึง 50% นับตั้งแต่รัฐบาลประธานาธิบดีลูล่าเข้าดำรงตำแหน่ง ด้านการเงินเพื่อการอนุรักษ์ ป่าเขตร้อน กองทุน Tropical Forests Forever Fund (TFFF) ได้เริ่มเปิดตัว กลไกให้รางวัลสำหรับประเทศที่รักษาป่าเขตร้อนอย่างยั่งยืน โดยบราซิลได้ให้คำมั่นสัญญาเงินสนับสนุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กองทุนนี้

"ลูอิส อีนาซียู ลูลา ดา ซิลวา" (Luiz Inácio Lula da Silva) ประธานาธิบดีของบราซิล กล่าวไว้ว่า COP30 จะต้องเป็น “COP แห่งความจริง” ที่ความจริงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และวิทยาศาสตร์จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง เป็นเวลาที่เราต้องพลิกฟื้นการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศจากความล้มเหลว สู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

 

 

ที่มารูป: COP30 Brasil Amazônia