วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'สงครามเย็นสีเขียว' ปะทุ COP30 ไทยถูกบีบจาก CBAM และภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน

'สงครามเย็นสีเขียว' ปะทุ COP30 ไทยถูกบีบจาก CBAM และภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน

ก่อนที่การประชุม COP30 จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล "สถาบันพระปกเกล้า" ได้จัดการประชุมวิชาการ KPI Congress ครั้งที่ 27 และมีการเสวนาหัวข้อ “ประชาธิปไตยและการทูตสิ่งแวดล้อม: แพลตฟอร์มสำหรับประเทศไทยในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง” (Environmental Democracy and Diplomacy : A Platform for Thailand in the Transformative World) เพื่อสะท้อนบทบาทและจุดยืนของไทยในโลกที่กำลังเผชิญกับ “สงครามเย็นสีเขียว” (Green Cold War) และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงาน

ชี้ให้เห็นทั้งข้อจำกัดของกลไกสากลในการลดก๊าซเรือนกระจก และโอกาสของประเทศไทยในการยกระดับบทบาททางการทูตสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของประชาธิปไตย จริยธรรม และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขณะเรียกร้องให้ไทยใช้ COP30 เป็นเวทีสำคัญในการแปลงเสียงจากฐานรากให้กลายเป็นพลังต่อรองในเวทีโลก
'สงครามเย็นสีเขียว' ปะทุ COP30 ไทยถูกบีบจาก CBAM และภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน

กลไกพหุภาคีกับความท้าทายคุมก๊าซเรือนกระจก

"ดร.กฤษฎา บุญชัย" เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice For All ได้วิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพของกลไกพหุภาคี โดยระบุว่า แม้โลกจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่การมีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) แต่เครื่องมือและข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางการพุ่งขึ้นของก๊าซเรือนกระจกได้เลย

“ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1992 มีการปล่อยประมาณ 22,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (GtCO₂e) และเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านตันคาร์บอนในปี 2015 ซึ่งเป็นยุคที่มีการลงนามข้อตกลงปารีส และปัจจุบันปริมาณการปล่อยอยู่ที่ราว 37,400-41,000 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมาจากภาคพลังงานฟอสซิลที่เติบโตขึ้นอย่างมาก”

ปัญหาหลักคือ กลไกพหุภาคีขาดข้อผูกมัดทางกฎหมายที่เข้มแข็ง ขณะที่เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างกลไกตลาดคาร์บอน เช่น CDM หรือ Carbon Offset กลับเป็นเหตุให้เป้าหมายการลดถูกเบี่ยงเบนออกไป เพราะผู้ก่อมลพิษใช้การชดเชยแทนการลดการปล่อยอย่างจริงจัง นอกจากนี้ เม็ดเงินจากกองทุนต่างๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก็ยังไปไม่ถึงการแก้ปัญหาโดยตรง

'สงครามเย็นสีเขียว' ปะทุ COP30 ไทยถูกบีบจาก CBAM และภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน

ไทยเผชิญความเสี่ยงสูง แม้ปล่อยคาร์บอนน้อย

ด้าน "ดร.วิจารย์ สิมาฉายา" ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเลขาธิการองค์การธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เน้นย้ำว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ เช่น PM 2.5 ได้ถูกจัดเป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

"สำหรับประเทศไทยนั้น แม้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นเพียง 0.88% ของโลก (378 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) แต่เรายังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงระดับต้นๆ เนื่องจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและไม่คาดคิด เช่น การเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาภัยแล้ง เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ไทยจึงได้ประกาศขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 มาเป็นปี 2050"

“ดร.วิจารย์” ชี้ว่า การประเมินด้านสิ่งแวดล้อมของไทยยังน่ากังวล โดยดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (EPI) จัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 90 จาก 180 ประเทศ และคะแนนในด้านคุณภาพอากาศของไทยอยู่ที่อันดับ 139 ประเทศไทยควรใช้ "การทูตสิ่งแวดล้อมเชิงรุก" และต้องเตรียมพร้อมด้วยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือในการเจรจาต่อรอง

'สงครามเย็นสีเขียว' ปะทุ COP30 ไทยถูกบีบจาก CBAM และภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน

ไทยท่ามกลาง "สงครามเย็นสีเขียว"

"ดร.ณัฐวิคม พันธุวงศ์ภักดี" อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ได้กล่าวถึงกับดักการพัฒนาของประเทศไทย โดยระบุว่า การที่ประเทศไทยมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เป็นหลัก และการพัฒนาแบบรวมศูนย์ในพื้นที่ราบลุ่มอย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและสร้างความเปราะบางต่อประเทศในภาพรวม

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญแรงบีบจากภายนอก ซึ่งเปรียบได้กับ “สงครามเย็นสีเขียว” โดยมีมาตรการทางการค้า เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป เป็นอาวุธกดดันภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ก็ได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในสนามรบ ทางด้านการทูตพลังงาน

ปัญหาสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่น้อยมากในกระบวนการกำหนดนโยบายและเวทีโลก ทำให้เสียงของประชาชนที่แบกรับต้นทุนความเสียหายไม่ได้ถูกนำไปเป็นอำนาจต่อรอง

'สงครามเย็นสีเขียว' ปะทุ COP30 ไทยถูกบีบจาก CBAM และภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน

ข้อเสนอแนะ ประชาธิปไตยและการทูตจากฐานราก

วิทยากรทั้งสามท่านเห็นพ้องต้องกันในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การทูตสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังนี้

  • ทำลายภาพลวงตาทางสถิติและข้อมูล: ต้องมีการสร้างข้อมูลสาธารณะที่ถูกต้องชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลในระดับพื้นที่ (Citizen Science) เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการต่อรองกับภาครัฐและภาคทุน
  • ยุติบทบาทผู้รับเคราะห์: ไทยหยุดคิดว่าตนเองเป็น “ผู้รับเคราะห์” (ผู้ประสบภัย) และเปลี่ยนบทบาทเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงและนำความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งอาเซียนและลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อเพิ่มอำนาจในการคานอำนาจในเวทีโลก
  • ความสำคัญของจริยธรรมและสิทธิ: การทูตสิ่งแวดล้อมจะเข้มแข็งได้ต้องมี "จริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อม" ที่เข้มแข็ง และต้องรับฟังเสียงของคนตัวเล็กๆ ที่พูดถึงสิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อม เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์มักมาจากการเคลื่อนไหวของคนข้างนอกเสมอ
  • การทูตต้องคู่ประชาธิปไตย: การทูตสิ่งแวดล้อมจะเข้มแข็งไม่ได้ ถ้าประชาธิปไตยยังล้มเหลว และรัฐบาลต้องแปลข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นภาษาชาวบ้านที่เข้าถึงได้ เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชน (ที่มักทำ ESG เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น) และประชาชนเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง