วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

ไม่ต้องรอสนธิสัญญาโลก ทั่วโลกและไทยเร่ง สู้ศึก 'มลพิษพลาสติก'

ไม่ต้องรอสนธิสัญญาโลก ทั่วโลกและไทยเร่ง สู้ศึก 'มลพิษพลาสติก'

การประชุมเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกครั้งล่าสุด ณ กรุงเจนีวา ได้รับความสนใจจากผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก แต่การประชุมจบลงโดยที่ยังไม่มีการจัดทำร่างข้อความสุดท้าย ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายในการรวม 180 ประเทศให้มีแผนร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเจรจาระหว่างประเทศเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราว เพราะขณะที่ผู้นำกำลังถกเถียงข้อกฎหมาย โลกส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดนิ่ง รัฐบาล บริษัท และชุมชนต่าง ๆ กำลังก้าวไปข้างหน้า โดยการกำหนดแผนปฏิบัติการพลาสติกแห่งชาติ (NPAPs) การลงทุนในระบบรวบรวมและรีไซเคิลที่ดีขึ้น และการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์

ความคืบหน้าในประเทศไทย มุ่งสู่การจัดการแบบครบวงจร

ประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกอย่างต่อเนื่อง โดยมี "แผนที่นำทางการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ พ.ศ. 2561 – 2573" เป็นกรอบการทำงานหลัก

เป้าหมายชัดเจน: กำหนดให้มีการ ลดและเลิกใช้ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) และ นำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ (รีไซเคิล) ให้ได้ 100% ภายในปี พ.ศ. 2570 

การลด ละ เลิก: มีการกำหนดเป้าหมายให้เลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย เช่น โฟมบรรจุอาหาร ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน (ถุงแบบบาง) แก้วน้ำพลาสติก (แบบบาง) และหลอดพลาสติก โดยบางรายการมีเป้าหมายเลิกใช้ภายในปี พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2570 

การขับเคลื่อนจากภาคส่วนต่าง ๆ

  • มีการส่งเสริมให้ใช้ หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เพื่อให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ของตน (ข้อมูลจาก Greenpeace Thailand)
  • ภาคเอกชน ได้ร่วมมือลดการใช้พลาสติก เช่น บางแพลตฟอร์มส่งอาหารได้พัฒนาตัวเลือกไม่รับช้อนส้อมหรือถุงพลาสติก และร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก (ข้อมูลจากวุฒิสภา)
  • มีโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการ "Upcycling the Oceans, Thailand" ที่เปลี่ยนขยะพลาสติกในทะเลให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่น โดยมีพื้นที่นำร่องในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญ (ข้อมูลจาก PTT Global Chemical)

องค์กรภาคธุรกิจไทยบางแห่ง เช่น Indorama Ventures ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใน Global Plastic Action Partnership (GPAP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการเร่งการจัดการมลพิษพลาสติก เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (ข้อมูลจาก Indorama Ventures)

บทเรียนจากทั่วโลก การลงมือทำคือความหวัง

ประสบการณ์จาก Global Plastic Action Partnership (GPAP) ในประเทศต่าง ๆ เช่น กานา ที่มีการฝึกอบรมด้านการเงินให้กับผู้หญิง และการจัดตั้งสมาคมผู้เก็บขยะอย่างเป็นทางการ หรือที่ เอกวาดอร์ ซึ่งนำ NPAP ไปขับเคลื่อนการจัดการพลาสติกในหมู่เกาะกาลาปากอส ล้วนเป็นหลักฐานว่า การนำนโยบายไปปฏิบัติในระดับประเทศและท้องถิ่นคือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด

  • ความชัดเจนทางกฎหมายนำไปสู่นวัตกรรม: ดังเช่นความสำเร็จของ พิธีสารมอนทรีออล ในปี พ.ศ. 2530  ที่สามารถลดการใช้สารทำลายชั้นโอโซนได้ถึง 99% ความชัดเจนของนโยบายจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ทำให้ต้นทุนการปฏิบัติตามลดลง และดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนในรูปแบบธุรกิจใหม่
  • ความร่วมมือระดับภูมิภาค: ในขณะที่การเจรจาระดับโลกยังดำเนินอยู่ ความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น แผนปฏิบัติการอาเซียนในการต่อต้านขยะทะเล ก็เป็นกลไกสำคัญในการประสานมาตรฐานและเร่งรัดความทะเยอทะยานร่วมกัน

ความหวัง จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนคำสัญญาในอนาคต แต่ หยั่งรากอยู่บนความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นแล้ว ทั่วโลกและประเทศไทยต่างตระหนักว่าวิกฤติพลาสติกเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ การมีหรือไม่มีสนธิสัญญาโลกจึงไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการหยุดนิ่ง แต่เป็น เสียงเรียกร้องให้เร่งดำเนินการในสิ่งที่ได้ผล เพื่อพิสูจน์ว่า การยุติมลพิษพลาสติกเป็นสิ่งที่ ทำได้และต้องไม่รอช้า

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษWorld Economic Forum