ดีมานด์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ยังสูงต่อ สนองเป้าหมาย ESG ภาคธุรกิจ

รัฐบาลได้ประกาศจัดตั้ง Thailand ESG Fund บนความคาดหวังว่า จะสร้างเม็ดเงินระดมทุนไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท จากผู้ลงทุนที่อายุตั้งแต่ 30-60 ปี ไม่น้อยกว่า 100,000 บัญชี และคาดว่าจะช่วยสร้างนักลงทุนหน้าใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน
พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2561 ตลาดตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ด้านความยั่งยืน (ESG) หรือที่เราเรียกว่า Green, Social, and Sustainability (GSS) Bonds เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 165% ต่อปีโดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับการเติบโตของทั้งตลาดตราสารหนี้ที่โตเพียง 5.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีตราสารหนี้ GSS ที่ออกในช่วงเวลาตั้งแต่ 2561-2565 รวมทั้งสิ้นกว่า 355 พันล้านบาท (หรือ 10 พันล้านดอลลาร์) โดยหนึ่งในสามของทั้งหมดนี้เป็นตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ทั้งนี้ สัดส่วนของตราสารหนี้ GSS ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 0.1% ของตราสารหนี้ทั้งหมดในปี 2561 เป็น 3.2% ในปี 2565
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตราสารหนี้ด้านความยั่งยืนเติบโตได้อย่างรวดเร็วคือ กฎระเบียบทางการในด้านการเงินที่ออกมาแบบพอเหมาะพอดี โดยในปี 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ออกประกาศ ก.ล.ต. สำหรับการออกตราสารหนี้ GSS ที่ไม่เพียงสร้างมาตรฐานที่เทียบได้กับมาตรฐานระดับโลกแล้ว ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดอุปทานเพิ่มขึ้นในตลาด
ยกตัวอย่างเช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการยื่นไฟลิ่งเพื่อออกตราสารหนี้ GSS ให้ถึงเดือนพ.ค. ปี 2568
นอกจากนี้ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ยังช่วยเหลือบริษัทที่จะออกหุ้นกู้ด้านนี้ในเรื่องค่าใช้จ่ายของการจ้างผู้สอบทานภายนอก (External Reviewer) และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Issue Rating) มากถึง 2 ล้านบาท ต่อประเภทของหุ้นกู้ จนถึงเดือนมิ.ย.ปี 2567
ปัจจัยที่สำคัญมากอีกด้านหนึ่งคือ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทยจำนวนมากได้ประกาศเป้าหมายและพันธกิจด้านความยั่งยืน (ESG) ทำให้มีความต้องการที่จะยกระดับไปไกลกว่านั้นด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงินด้านความยั่งยืน (ESG Finance) เพื่อการระดมทุน
ในด้านตลาดตราสารทุน ตลาดหลักทรัพย์ได้เปลี่ยนชื่อ รายชื่อหุ้นยั่งยืน THSI (Thailand Sustainability Investment) เป็น “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” พร้อมประกาศผลประเมินในรูปแบบ ESG Ratings เป็นปีแรก และให้เรตติ้งระดับต่างๆ เช่น AAA, AA, A, BBB เป็นต้น โดยกรุงศรีได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ด้วยเรตติ้งระดับสูงสุดที่ AAA ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และตัดสินใจด้านการลงทุนได้ดีขึ้น เป็นการเพิ่มอุปสงค์ได้มากขึ้น ในขณะที่บริษัทที่ยังได้เรตติ้งไม่ดีก็จะมีแรงจูงใจที่จะผลักดันตัวเองให้เพิ่มเรตติ้งมาอยู่ในระดับที่ลงทุนได้ (Investable) ในแง่ของความยั่งยืน
โดยสรุป ทั้งหุ้น หุ้นกู้ หรือแม้แต่สินเชื่อธนาคารของตลาดไทยเอง และทั้งโลก ก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือการระดมทุนที่จะขับเคลื่อนทุกองค์กรไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมทั้งความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยก่อนหน้านี้
มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (Mitsubishi UFJ Financial Group หรือMUFG) เคยประเมินไว้ว่าในเอเชียแปซิฟิก (APAC) นั้น ความต้องการหรืออุปสงค์ต่อการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ประเมินจากวันนี้จนถึงปี 2050 มีมากกว่าอุปทานที่มีอยู่ (ESG Financing Gap) ถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์
ถึงแม้ว่า Thailand ESG Fund (Thai ESG) จะดูเป็นกองทุนใหม่ที่ยังไม่มีประวัติผลการดำเนินงานเนื่องจากเพิ่งถูกตั้งขึ้นไม่นาน แต่โดยหลักการแล้ว Thai ESG ถือเป็นตัวช่วย (Supplemental) ให้กับตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อไทยมี SET ESG Ratings แล้ว เป็นการช่วยระดมทุนเพิ่มเติมเพื่ออัดฉีดเข้าไปสู่หุ้นด้านความยั่งยืน ช่วยเสริมในด้านอุปสงค์ (Demand) แก่ตลาดโดยรวม นักลงทุนรายย่อยไม่เพียงจะได้ประโยชน์จากการประหยัดภาษี แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักแก่นักลงทุนในแง่ความยั่งยืน โดยที่นักลงทุนเองก็จะมี Exposure ในหุ้นหรือหุ้นกู้ด้านความยั่งยืน จากที่แต่เดิมมีเพียงนักลงทุนสถาบันเป็นส่วนใหญ่ที่มี Exposure ตรงนี้
ขณะเดียวกัน กองทุนประเภท ESG Index Fund ส่วนใหญ่มักจะมีผลการดำเนินงานที่เอาชนะ(Outperform) ตลาดโดยรวม จากข้อมูลของ Morgan Stanley พบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2023 การลงทุนในกองทุนด้าน ESG ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6.9% ซึ่งดีกว่าการลงทุนในกองทุนแบบดั้งเดิมที่ให้ผลตอบเทนเฉลี่ยเพียง 3.8%
ทั้งนี้ ธนาคาร มีส่วนช่วยให้ SMEs / Startups ไปสู่ความยั่งยืน โดยในโลกปัจจุบัน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Corporate Carbon Footprint) โดยเฉพาะใน Scope 1 และ Scope 2 ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรียกได้ว่าข้อมูลนี้แทบจะเป็น “License to Operate” เลยก็ว่าได้ คือบริษัทที่ไม่มีข้อมูลด้านนี้จะค่อนข้างเสียเปรียบคู่แข่งที่มีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดิมทีผู้ประกอบการ SME หรือ Startup มักจะไม่มีการเก็บข้อมูลตรงนี้
ดังนั้น ธนาคาร ในฐานะผู้สนับสนุน SME ทั้งด้านการเงิน และไม่ใช่การเงิน จึงมีหน้าที่ส่งเสริมลูกค้า SME และ Startup ให้สามารถเก็บข้อมูลหรือวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ให้ได้ก่อนเป็นขั้นตอนแรก อย่างที่ทราบกันดีว่า What gets measured gets improved อะไรที่สามารถวัดได้ จะสามารถทำให้ดีขึ้นได้ เมื่อวัดได้แล้วธุรกิจก็จะสามารถ “ลด” GHG และสุดท้ายก็จะสามารถ “เปิดเผยข้อมูล” ด้าน GHG ได้ตามมา
ในอนาคตอันใกล้นี้ ธนาคารพาณิชย์ก็จำเป็นจะต้องทราบข้อมูลของลูกค้าในด้าน GHG เพื่อมาคำนวณ Scope 3 ของธนาคารด้วย ดังนั้น การพิจารณาสินเชื่อให้ลูกค้า SME จะต้องมีปัจจัยด้านนี้เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน
ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ตาม โลกปัจจุบันมันเดินไปทางนี้ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วการปล่อย GHG ถือเป็นความเสี่ยง และธนาคารเองจะต้องบริหารความเสี่ยงด้านนี้ (Climate Risk Management)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







