สวัสดีครับเราทราบดีว่าความพยายามที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคแห่งความยั่งยืนภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ถือเป็นวาระสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทั้งสถาบันการเงิน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายที่ต้องเร่งรัดดำเนินการอย่างรวดเร็วและทันกาล
เพื่อให้การสนับสนุนภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปยังการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สอดคล้องกับความตกลงปารีสที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2573
ในรายงานของ Swiss Re Institute (2021) แสดงให้เห็นข้อมูลที่น่ากังวลว่าหากประเทศไทยไม่มีนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation Policy) อย่างเป็นรูปธรรม ความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical Risk) ของเราจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเป็นลำดับที่ 4 จากทั้งหมด 48 ประเทศ นอกจากนี้ เรายังถูกจัดลำดับอยู่ในอันดับที่ 38 จาก 48 ประเทศที่ไม่สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีเท่าที่ควร รายงานดังกล่าวยังคาดการณ์อีกว่า หากอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 3.2 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทย (GDP) อาจลดลงถึง 43.6 %ภายในปี 2591
ประเด็นสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงคือ เมื่อเรามุ่งมั่นเดินหน้าตามแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเกิดผลกระทบที่เรียกว่าความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ต่อทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจรวมถึงความเสี่ยงด้านนโยบาย ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ตลอดจนความเสี่ยงด้านกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้มีความเชื่อมโยงกันและมักเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญภายใต้มุมมองด้าน ESG
เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกรายงานเรื่อง ผลกระทบของ Green Transition ต่อภาคเศรษฐกิจจริง ใครได้ ใครเสีย ซึ่งกล่าวในบริบทของประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ โดยจำแนกธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือภาคส่วนที่ได้ประโยชน์ อาทิ ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากแรงส่งของทั้งนโยบายจากภาครัฐและเอกชน ถัดมาคือกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเสียประโยชน์ อาทิ ธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหิน และธุรกิจยานยนต์สันดาปภายใน ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผนการปรับโครงสร้างกิจการพลังงานของภาครัฐ และสุดท้ายคือกลุ่มธุรกิจที่พร้อมปรับตัวแต่ต้องอาศัยเวลาเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน อาทิ ธุรกิจผลิตซีเมนต์และก่อสร้าง เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็น เป็นต้น
หากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านก็ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นบริษัทต่างๆ จึงต้องเริ่มลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจของตนอย่างจริงจังเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และภาครัฐต้องหาแนวทางลดผลกระทบและเร่งดำเนินนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับประเภทของแต่ละธุรกิจที่กล่าวมา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต การบริโภค และสร้างการลงทุนเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ ภาคการเงินที่เปรียบเสมือนเครื่องจักรขับเคลื่อนประเทศต้องให้การสนับสนุน อาจเริ่มได้จากการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คํานึงถึงสิ่งแวดล้อม (Taxonomy) ตลอดจนมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบสามารถร่วมเดินทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านกลไกการจัดหาและสนับสนุนเม็ดเงินลงทุนที่มากขึ้น
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปร่วมกันว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปนั้น ต้องอาศัยหลักการและเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกธุรกิจที่ไม่ว่าจะได้หรือเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสามารถก้าวตามจังหวะที่สอดคล้องกันในภาพรวม อันจะนำพาให้ประเทศไทยสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ









