เปิดโจทย์ใหญ่ข้าวไทย หลังส่งออก 9 เดือนวูบ 19% คาดทั้งปีเหลือ 6.5 ล้านตัน ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เร่งยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า ดันยุทธศาสตร์ Food Security เชื่อมโยงห่วงโซ่ข้าวครบวงจร
KEY POINTS
- ข้าวไทยเผชิญวิกฤตความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญ แต่กลับมีราคาส่งออกที่สูงกว่า ทำให้เสียเปรียบในตลาดโลก
- สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 จะส่งออกได้ต่ำกว่าเป้าหมาย สะท้อนถึงแรงกดดันทั้งด้านปริมาณและมูลค่า
- ภาครัฐมีแนวทางเร่งรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
“ข้าว” ถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในมิติความมั่นคงทางอาหาร การส่งออก และการสร้างรายได้ให้เกษตรกร แต่วันนี้สถานะของข้าวไทยในตลาดโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งการขยายกำลังการผลิตของประเทศคู่แข่ง ความต้องการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนความผันผวนของราคาและต้นทุนการค้าโลก
โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรักษาปริมาณส่งออก แต่คือ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ เนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ต้นทุนการผลิตที่สูง และราคาส่งออกที่อยู่ในระดับสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความสำคัญของข้าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงกับเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด แบ่งเป็นเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3.1 ล้านครัวเรือน ภาคเหนือ 1.04 ล้านครัวเรือน ภาคกลาง 4.1 แสนครัวเรือน และภาคใต้ 5.8 หมื่นครัวเรือน มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 73.82 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาปี 61.18 ล้านไร่ และนาปรัง 12.64 ล้านไร่
ในอดีตประเทศไทยเคยครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปี 2554 และเคยส่งออกได้สูงสุดประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยไม่ได้เป็นผู้นำการส่งออกข้าวโลกอีกต่อไป โดยตำแหน่งดังกล่าวสลับกันอยู่กับประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดียและเวียดนาม ขณะที่ไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทั้งด้านปริมาณและราคา
สถานการณ์ส่งออกในปี 2569 สะท้อนแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยไทยตั้งเป้าส่งออกข้าวไว้ที่ 7.5 ล้านตัน แต่จากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะตลาดนำเข้าที่ชะลอตัว ทำให้ คาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้เพียง 6.5 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้
ตัวเลขส่งออกช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ธ.ค.) ยิ่งตอกย้ำความท้าทาย โดยไทยส่งออกข้าวได้ 4.99 ล้านตัน ลดลง 19.26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 2,962.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 16.84% หรือประมาณ 94,900 ล้านบาท สะท้อนว่าข้าวไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านปริมาณและมูลค่าส่งออก แม้ราคาข้าวไทยจะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม
เมื่อเจาะลึกถึงโครงสร้างการแข่งขัน พบว่าข้าวไทยมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างน้อย 3 ด้าน
1. ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าคู่แข่ง ฉุดประสิทธิภาพการผลิต
ข้อมูลผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของภาคการผลิตไทย โดยข้าวไทยมีผลผลิตเฉลี่ยเพียง 456 กิโลกรัมต่อไร่ ต่ำกว่าจีนที่ทำได้ 1,146 กิโลกรัมต่อไร่ เวียดนาม 979 กิโลกรัมต่อไร่ และอินเดีย 704 กิโลกรัมต่อไร่ กล่าวได้ว่าผลผลิตต่อไร่ของจีนสูงกว่าไทยประมาณ 2.5 เท่า เวียดนามสูงกว่าราว 2.1 เท่า และอินเดียสูงกว่าประมาณ 1.5 เท่า
ช่องว่างด้านผลิตภาพดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน เพราะเมื่อผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำกว่า ย่อมทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยมีโอกาสสูงขึ้น ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถผลิตข้าวได้ในปริมาณมากกว่าเมื่อใช้พื้นที่เพาะปลูกใกล้เคียงกัน การเพิ่มผลผลิตต่อไร่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าว การใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูก และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง เสียเปรียบด้านการแข่งขัน
อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญคือราคาส่งออกข้าวไทยที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง โดยข้อมูลเดือนต.ค. 2569 ระบุว่า ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ต่อตัน ของไทยสูงกว่าอินเดียประมาณ 21% ต่อตัน และสูงกว่าเวียดนามกับปากีสถานราว 12% ต่อตัน ทำให้ผู้ซื้อในตลาดโลกมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศผู้นำเข้าต้องควบคุมต้นทุนและให้ความสำคัญกับราคาสินค้า
แม้ราคาข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยพยุงมูลค่าส่งออกในบางช่วง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้การแข่งขันด้านราคาทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่ผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนไปนำเข้าจากประเทศคู่แข่งได้ไม่ยาก สะท้อนว่าการรักษาระดับราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไทยจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพและสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อให้ราคาที่สูงกว่ามีเหตุผลรองรับในสายตาผู้ซื้อ
3. คู่แข่งเร่งขยายกำลังผลิต กดดันส่วนแบ่งตลาดข้าวไทย
การแข่งขันในตลาดข้าวโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากการกลับมาส่งออกของอินเดียซึ่งมีสต๊อกข้าวจำนวนมาก ทำให้มีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดโลก ขณะที่อินโดนีเซียเดินหน้าส่งเสริมการผลิตข้าวภายในประเทศ ซึ่งอาจลดความต้องการนำเข้าในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและต้นทุนการส่งมอบสินค้า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ส่งออกข้าวไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบราคา แต่รวมถึงความสามารถในการส่งมอบสินค้า ความต่อเนื่องของปริมาณ และการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแต่ละประเทศ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้น เป้าหมายการพัฒนาข้าวไทยจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มปริมาณส่งออก แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม มีรายได้มั่นคง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับสำนักงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยกำหนดให้ข้าวเป็นสินค้านำร่อง มุ่งเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาดตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แนวทางดังกล่าวถือเป็นโจทย์สำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวไทย จากเดิมที่เน้นการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรในรูปแบบเดิม ไปสู่การบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนเพาะปลูก การส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการพัฒนาตลาดและช่องทางจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ชื่อเสียงและคุณภาพของข้าวไทยที่สั่งสมมายาวนาน ไม่ใช่หลักประกันว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดโลกได้ตลอดไป ในวันที่ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น คุณภาพสินค้าต้องมาพร้อมราคาที่เหมาะสม ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง
โจทย์ใหญ่ของข้าวไทยจึงไม่ใช่เพียงการเร่งเพิ่มปริมาณส่งออก แต่ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ การเพาะปลูก การแปรรูป ไปจนถึงการตลาดและการส่งออก เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งด้านคุณภาพและชื่อเสียงให้เป็นความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน และทำให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์จากการพัฒนาข้าวทั้งระบบอย่างแท้จริง





