วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

IRPC-SCGC-Dow ค้านเปิดตลาดปิโตรเคมี ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-UAE

IRPC-SCGC-Dow ผนึกกำลังค้านเปิดตลาดปิโตรเคมี ดีล CEPA ไทย-UAE หวั่นกระทบขีดแข่งขันระยะยาว จี้รัฐทบทวนมาตรการภาษี-โควตานำเข้า 

KEY POINTS

  • บริษัทปิโตรเคมีชั้นนำจากกลุ่ม ปตท. SCG และ Dow แสดงความกังวลต่อการเปิดตลาดสินค้าเม็ดพลาสติกและปิโตรเคมีภายใต้ข้อตกลง CEPA ไทย-UAE 
  • เสนอให้คงอัตราภาษีเดิมไว้ 5 ปีแรก และทยอยลดลงเป็น 0% ในช่วงปีที่ 6-10 เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีเวลาปรับตัว
  • เรียกร้องให้กำหนดโควตานำเข้าสินค้าดังกล่าวจาก UAE ไม่เกิน 60,000 ตันต่อปี และมีมาตรการติดตามอย่างเข้มงวด
  • เสนอให้ผลักดันความร่วมมือให้ UAE สนับสนุนวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น น้ำมันดิบและแนฟทา แก่ประเทศไทย เพื่อช่วยด้านต้นทุนการผลิต 

ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้มีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA)  ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบในช่วงต้นปี 2566 ก่อนที่จะหมดวาระ

เป้าหมายของ CEPA มุ่งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยส่วนหนึ่งจะมีการเปิดเสรีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก

การเจรจาเปิดเสรีดังกล่าวสร้างความกังวลต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวผ่านสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ซึ่งมองว่านำไปสู่การเปิดเสรีนำเข้าเม็ดพลาสติก Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP)

รวมทั้งมองว่าการเปิดเสรีทางการค้าสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่การมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต่างกันและศักยภาพการแข่งขันที่สูงกว่าจะกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเม็ดพลาสติกสำคัญของภูมิภาค 

ขณะที่บริษัทปิโตรเคมีในไทย 4 แห่ง ได้ผลักดันผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้รัฐบาลทบทวนการเปิดเสรี ดังนี้

1.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ของกลุ่ม ปตท.

2.บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ของกลุ่ม ปตท. โดย CG ถือหุ้นในเอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ สัดส่วน 41%

3.บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ของเครือ SCG

4.บริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งมีธุรกิจปิโตรเคมีร่วมทุนกับ SCG

รายงานข่าวระบุว่า ทั้ง 4 บริษัท ขอให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยทำเรื่องถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อทบทวนเงื่อนไขเปิดตลาดเม็ดพลาสติกและปิโตรเคมี เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประเทศระยะยาว

ผ่าแผน "ทำไมต้องทบทวน" เปิดตลาดปิโตรเคมี

รายงานข่าวระบุว่า ตามที่ไทยและ UAE ขับเคลื่อนความตกลง CEPA เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาคเอกชนมองว่าแม้ภาพรวมเป็นประโยชน์ต่อการขยายตลาด

แต่เงื่อนไขการเปิดตลาดสินค้า "เม็ดพลาสติก" อาจสร้างแรงกระแทกต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1.มาตรการทางภาษี (Tax Measures) ขอให้ภาครัฐพิจารณาความเหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยเสนอให้ คงอัตราภาษีเดิมไว้ในช่วง 5 ปีแรก และค่อย ๆทยอยลดภาษีลงในปีที่ 6-10 จนเหลือร้อยละศูนย์ (0%) เพื่อให้อุตสาหกรรมภายในประเทศมีเวลาในการปรับตัวอย่างเพียงพอ

2. โควตานำเข้า (Import Quota) ควรกำหนดโควตานำเข้าให้อย่างเหมาะสม โดยจำกัดปริมาณ ไม่เกิน 60,000 ตัน/ปี พร้อมทั้งต้องมีมาตรการติดตามและเฝ้าระวังการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเข้มงวด

3. ความร่วมมือด้านการลงทุนและวัตถุดิบ (Investment & Feedstock Cooperation) ผลักดันให้ UAE สนับสนุนวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น น้ำมันดิบ และแนฟทา ที่ประเทศไทยยังขาดแคลน เพื่อให้ผู้ผลิตไทยสามารถลงทุนและเดินหน้าการผลิตได้อย่างต่อเนื่องด้วยต้นทุนที่เหมาะสม

4. ส่งเสริมการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกไทย ผ่านการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค

ความท้าทายของ "ดีล CEPA ไทย-UAE"

นอกจากนี้ ในเรื่องของความตกลง CEPA ไทย-UAE ถือเป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับแรกของไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งภาครัฐประเมินว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างไรก็ตาม

เสียงสะท้อนจากยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีอย่าง IRPC, SCGC, เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ และ Dow สะท้อนว่ารัฐบาลต้องสร้าง "ความสมดุล" ระหว่างการขยายตลาดการค้าใหม่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมในประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสะดุดในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในอนาคต