สคต ชิคาโก สหรัฐฯ เผยเทรนด์อาหารปี 2027 ผู้บริโภคมองหารสชาติแปลกใหม่จากทั่วโลก ควบคู่คุณค่าทางโภชนาการ ชู “กระเทียมดำ” รสชาติแห่งปี ตามด้วยน้ำมันพริกกรอบ ลับเนห์ ซูแมค และอินทผลัม แนะผู้ประกอบการไทยต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสร้างสินค้าใหม่เจาะตลาดสหรัฐฯ
KEY POINTS
- รายงาน 2027 Food & Flavor Trends Report คาดการณ์ 10 เทรนด์รสชาติอาหารโลก โดยยกให้ "กระเทียมดำ" (Black Garlic) เป็นรสชาติแห่งปี 2027
- รสชาติอื่นที่น่าจับตามอง ได้แก่ เครื่องปรุงสไตล์เอเชียอย่าง "น้ำมันพริกกรอบ" และวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง เช่น ลับเนห์, ซูแมค และอินทผลัม
- เทรนด์เหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหารสชาติแปลกใหม่จากทั่วโลก มีคุณค่าทางโภชนาการ และสะดวกต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
- แนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก
เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานแนวโน้มรสชาติอาหารปี 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับทั้งความแปลกใหม่ของรสชาติ วัตถุดิบจากวัฒนธรรมอาหารทั่วโลก และคุณค่าทางโภชนาการ โดยมองหาผลิตภัณฑ์ที่สร้างประสบการณ์การบริโภคแตกต่าง แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้สะดวก
ทั้งนี้ MorganMyers บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดอาหารและเกษตรกรรม เผยแพร่รายงาน 2027 Food & Flavor Trends Report คาดการณ์ 10 เทรนด์รสชาติที่น่าจับตามองในปีหน้า โดยจัดให้ “กระเทียมดำ” (Black Garlic) เป็นรสชาติแห่งปี 2027 ขณะที่เครื่องปรุงรสสไตล์เอเชียอย่างน้ำมันพริกกรอบ (Chili Crisp) และวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ได้แก่ ลับเนห์ (Labneh) และซูแมค (Sumac) รวมถึงอินทผลัม (Dates) มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
5 เทรนด์รสชาติเด่นที่น่าจับตา
1.กระเทียมดำ (Black Garlic) ได้รับเลือกเป็นรสชาติแห่งปี 2027 จากกระแสความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลิตจากกระเทียมสดที่ผ่านกระบวนการบ่มภายใต้อุณหภูมิและความชื้นที่ควบคุม จนมีสีดำ เนื้อนุ่ม และรสหวานกลมกล่อม ผสานความเข้มข้นแบบอูมามิ พร้อมกลิ่นรสคล้ายกากน้ำตาลและบัลซามิก
ผู้บริโภคสหรัฐเริ่มมองกระเทียมดำเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่ให้ประสบการณ์คล้ายอาหารจากเชฟมืออาชีพ ขณะเดียวกันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป โดยนำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งซอส เครื่องปรุงรส เบอร์เกอร์ พาสต้า น้ำสลัด และขนมหวาน เช่น บราวนีและเจลาโต รวมถึงกาแฟและค็อกเทล สะท้อนโอกาสขยายตลาดจากร้านอาหารระดับพรีเมียมสู่ผู้บริโภคทั่วไป
2. น้ำมันพริกกรอบ (Chili Crisp) เครื่องปรุงรสสไตล์จีนที่ประกอบด้วยพริกทอด หอม กระเทียม และเครื่องเทศในน้ำมัน ให้ทั้งรสเผ็ดและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ กำลังได้รับความนิยมทั้งในตลาดค้าปลีกและธุรกิจร้านอาหาร สามารถใช้เพิ่มรสชาติให้เมนูคุ้นเคย เช่น บะหมี่ ไข่ พิซซ่า น้ำสลัด และซอสต่าง ๆ โดยมีจุดเด่นที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับอาหาร และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มบอกต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ข้อมูลจาก MenuData.ai ระบุว่า อาหารจานหลักเป็นกลุ่มเมนูที่มีการใช้ Chili Crisp มากที่สุด รองลงมาคืออาหารเรียกน้ำย่อยและเครื่องเคียง
3. ลับเนห์ (Labneh) ผลิตภัณฑ์นมจากตะวันออกกลางที่ทำจากโยเกิร์ตผ่านการกรองจนมีเนื้อข้นคล้ายครีมชีส รสเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม นิยมใช้เป็นเครื่องจิ้ม (Dip) เครื่องทาขนมปัง (Spread) หรือส่วนประกอบในอาหาร รวมถึงใช้ทดแทนครีมชีสในบางเมนู มีจุดเด่นด้านโปรตีนและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาอาหารที่ช่วยให้อิ่มนานและมีคุณค่าทางโภชนาการ จึงมีโอกาสต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นมพรีเมียม อาหารเช้า และสินค้าเพื่อสุขภาพ
4. ซูแมค (Sumac) เครื่องเทศจากตะวันออกกลางที่มีสีแดงอมม่วงและรสเปรี้ยวสดชื่นคล้ายเลมอน นิยมใช้ปรุงรสเนื้อสัตว์ ผัก ฮัมมุส และน้ำสลัด รวมถึงเริ่มนำไปใช้ในเครื่องดื่มและค็อกเทล จุดเด่นคือช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวให้กับอาหารผ่านวัตถุดิบที่ยังไม่แพร่หลายในตลาดวงกว้าง จึงเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาเครื่องปรุงรส ซอส และเครื่องดื่มรูปแบบใหม่
5. อินทผลัม (Dates) กลับมาได้รับความสนใจจากกระแส Fibermaxxing หรือการเพิ่มปริมาณใยอาหารในชีวิตประจำวัน โดยอินทผลัมสายพันธุ์ Medjool หนึ่งหน่วยบริโภคมีใยอาหารประมาณ 6–9 กรัม ขึ้นอยู่กับปริมาณและสายพันธุ์ ปัจจุบันนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งน้ำเชื่อม ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี สมูทตี และขนมหวาน MorganMyers ระบุว่า ยอดขายอินทผลัมในตลาดค้าปลีกสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ในปี 2025 โดยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นวัตถุดิบที่ผู้บริโภครู้จักอยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและขนมพร้อมรับประทานได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังมีอีก 5 รสชาติที่มีแนวโน้มน่าสนใจ ได้แก่ น้ำผึ้งมานูก้า (Manuka Honey) น้ำผึ้งพรีเมียมจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ เอสเปรสโซ (Espresso) รสกาแฟเข้มข้นที่นำไปต่อยอดได้ทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี ไอศกรีม และขนมหวาน ข้าวโพดมาซา (Masa Corn) วัตถุดิบจากกระบวนการแปรรูปข้าวโพดแบบดั้งเดิมของเม็กซิโก ใช้ทำแป้งตอร์ติญาและอาหารพื้นเมือง โคจิ (Koji) วัตถุดิบจากการหมักด้วยเชื้อราที่ใช้ในอาหารญี่ปุ่น เป็นพื้นฐานการผลิตมิโซะ โชยุ และสาเก และมีคุณสมบัติช่วยสร้างรสอูมามิ และ แก้วมังกร (Dragon Fruit) ผลไม้เมืองร้อนที่มีสีสันโดดเด่น เหมาะสำหรับนำไปใช้ในเครื่องดื่ม สมูทตี และขนมหวาน
สคต.ชิคาโก ประเมินว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตอาหาร ธุรกิจค้าปลีก และร้านอาหารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งมองหาทั้งความแปลกใหม่ ความอร่อย และประโยชน์ต่อสุขภาพที่เข้ากับไลฟ์สไตล์
สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพในการนำวัตถุดิบทางการเกษตรและเอกลักษณ์ของอาหารไทยมาต่อยอดให้สอดรับกับเทรนด์อาหารโลก โดยผู้ประกอบการควรเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ ตอบโจทย์สุขภาพ และสะดวกต่อการบริโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่
ตัวอย่างแนวทาง ได้แก่ การนำวัตถุดิบไทย เช่น ขนุน มะขาม และธัญพืช มาพัฒนาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและขนมขบเคี้ยวที่มีโปรตีนและใยอาหารสูง พร้อมปรับสูตรให้มีปริมาณน้ำตาลและโซเดียมเหมาะสม รวมถึงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการใช้งานและบริโภค เช่น ซอสพร้อมใช้ เครื่องปรุงรส และอาหารพร้อมรับประทาน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรปรับรูปแบบสินค้าให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคและช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย นำเทรนด์อาหารโลกมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาธุรกิจ โดยผสานนวัตกรรมเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่น ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ตลอดจนศึกษาความต้องการของตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ





