"พลังงาน" เปิดสูตรคุมค่าการกลั่นส่วนเกิน 2.40 บาท หัก Crude War Premium กางโมเดลดึงเงินสะสมอุดช่องว่างหลังต้นทุนค่าระวางเรือ-พรีเมียมน้ำมันดิบพุ่งฉุดมาร์จิ้นร่วง ชี้ลดราคาดีเซลไปแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท ด้านคลัง หวังปตท. เพิ่มปันผลนั้นทุก 10 สตางค์ จะกวาดรายได้เข้ารัฐ 1,500 ล้านบาท
KEY POINTS
- ภาครัฐนำเกณฑ์การคำนวณค่าการกลั่นที่แท้จริง (Adjusted GRM) มาใช้เป็นกลไกกำกับดูแล โดยหากค่าการกลั่นสุทธิหลังหักต้นทุนส่วนเพิ่มแล้วเกิน 2.40 บาทต่อลิตร ส่วนต่างจะถูกประเมินเป็นกำไรส่วนเกินเพื่อนำมาเป็นเงินช่วยเหลือและส่วนลดราคาพลังงานให้ประชาชน
- ผู้ประกอบการโรงกลั่นได้ส่งผ่านเงินช่วยเหลือ (Contribution) ให้แก่ภาครัฐเพื่อตรึงราคาดีเซลไปแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท
- ภาครัฐมีความต้องการให้ บมจ.ปตท. จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อนำรายได้ส่งคืนเข้ากระทรวงการคลัง โดยทุกๆ 10 สตางค์ของเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น รัฐจะได้รับรายได้กลับคืนมาประมาณ 1,500 ล้านบาท
- นโยบายควบคุมค่าการกลั่นและแรงกดดันทางนโยบายพลังงาน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุน ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่าจากกรณีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน พร้อมลงนามคำสั่งตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 จะส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกชนิดต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ใหม่
ทั้งนี้ เพื่อถอดค่าใช้จ่ายสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากสูตรราคา ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 2547 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดตั้งสูตรคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน นาน 22 ปี วงเงินรวม 230,000 ล้านบาท หรือปีละ 10,839 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 30 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นโครงสร้างใหม่นี้จะลดต้นทุนน้ำมันได้ 30 ล้านบาทต่อวันทันที หรือลดลงปีละ 10,839 ล้านบาทต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป
แหล่งข่าว กล่าวว่า การบริหารจัดการราคาพลังงานและการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นดังกล่าว ภาครัฐได้นำเกณฑ์การคำนวณค่าการกลั่นที่แท้จริง (Adjusted GRM) มาใช้เป็นกลไกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โดยนำค่าการกลั่นอ้างอิงมาหักลบด้วยต้นทุนส่วนเพิ่มของน้ำมันดิบจากภาวะสงครามและความเสี่ยงในการจัดหา (Crude War Premium) รวมถึงค่าระวางเรือขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยหากค่าการกลั่นสุทธิหลังหักลบต้นทุนดังกล่าวเกินกว่าระดับ 2.40 บาทต่อลิตร ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินเป็นกำไรส่วนเกิน ของผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อนำมาคำนวณดึงเข้าเป็นเงินช่วยเหลือและส่วนลดราคาพลังงานให้แก่ประชาชนตามสมการโครงสร้างราคา
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลงลิตรละ 4 บาท จำนวน 2 รอบ ส่งผลให้สามารถเก็บสะสมเงินส่วนต่างเข้ากระเป๋าได้ถึง 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรอบแรก 1,000 ล้านบาท และรอบถัดมา 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ปรับลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์ 2.40 บาทต่อลิตร เนื่องจากโรงกลั่นต้องเผชิญกับภาระ Crude War Premium ที่เพิ่มขึ้นราว 6-10 ดอลลาร์ และค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้นจากระดับ 7-8 ดอลลาร์ สู่ระดับกว่า 10 ดอลลาร์
ทั้งนี้ เเป็นผลกระทบจากสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงจนเรือขนส่งต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมไกลขึ้น เมื่อไม่มีส่วนเกินให้หักเพิ่ม ภาครัฐจึงจำเป็นต้องนำเงินที่สะสมไว้ในกระปุกจำนวน 2,000 ล้านบาท ออกมาจัดสรรเพื่อพยุงราคาไม่ให้เกินเพดานที่กำหนด
รีด Contribution น้ำมันดีเซล
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้ประกอบการโรงกลั่นก็ได้มีการส่งผ่านเงินช่วยเหลือ (Contribution) ให้แก่ภาครัฐและผู้ค้าน้ำมันเพื่อตรึงราคาดีเซลไปแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท โดยในเดือนต.ค.มีการปรับลดราคาลง 4 บาทต่อลิตร และในเดือนพ.ย. ปรับลดลงอีก 2 บาทต่อลิตร ท่ามกลางภาวะตลาดโลกที่ผันผวนสูงจากวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ตลาดยุโรปขาดแคลนน้ำมันดีเซลอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังอยู่ระหว่างผลักดันแนวทางการปรับโครงสร้างสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งฝ่ายผู้ประกอบการได้แสดงความกังวลว่า หากการแทรกแซงของภาครัฐทำให้ราคาพลังงานในประเทศต่ำกว่าความเป็นจริงมากจนเกินไป อาจส่งผลให้โครงสร้างตลาดบิดเบือน และในระยะยาวอาจบีบให้ประเทศต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการหารือกับภาคเอกชนก็ยังคงพยายามบริหารจัดการต้นทุน ปรับเปลี่ยนเกรดผลิตภัณฑ์ และอาศัยประสิทธิภาพจากโครงการลงทุนเพื่อประคองผลการดำเนินงานต่างๆ อีกเรื่องที่เอกชนร้องขอคือหากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงแล้วภาครัฐจะมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง
หวังดึงปันผล ปตท. เติมฐานะการคลัง
นอกจากมาตรการแทรกแซงโครงสร้างราคาน้ำมันแล้ว แหล่งข่าวยังเปิดเผยด้วยว่า ภาครัฐมีความต้องการให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อนำรายได้ส่งคืนเข้าสู่กระทรวงการคลัง ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท. อยู่ประมาณ 50% จากจำนวนหุ้นทั้งหมดราว 28,000–30,000 ล้านหุ้น คิดเป็นหุ้นในมือรัฐประมาณ 15,000 ล้านหุ้น ส่งผลให้ทุกๆ 10 สตางค์ของเงินปันผลที่ปรับเพิ่มขึ้น รัฐจะได้รับรายได้กลับคืนมาประมาณ 1,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นโยบายควบคุมค่าการกลั่นและแรงกดดันทางนโยบายพลังงาน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) หายไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายอย่างหนักและตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะหลุดระดับ 1,500 จุด ทำให้นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังและหันไปเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตต่อเนื่องแทน





