วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘บพท.’ ชูแนวคิด Open Data ยกระดับครัวเรือนไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

บพท. ชูแนวคิด Open Data เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ดัน 3 ขั้นตอนยกระดับครัวเรือนไทย เปิดแนวคิดการกระจายรายได้ และสร้างการเติบโตทางสังคม ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ดึงท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยร่วมเป็นกลไกสร้างทักษะอาชีพ ปูทางยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการกองทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการกระจายรายได้ในประเทศไทยว่า นโยบายและมาตรการสวัสดิการภาครัฐในปัจจุบันยังมีงบประมาณที่สูญเสียระหว่างกระบวนการ (Loss) สูงถึงหมื่นล้านบาทต่อปี

ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาจัดสรรโดยตรงสู่ชุมชนจะสามารถดูแลประชาชนได้มากถึง 5 ล้านคน นอกจากนี้ สวัสดิการและการชดเชยภัยพิบัติต่าง ๆ มักเป็นเพียงการช่วยเหลือรายเฟสที่ไม่สามารถยกระดับขีดความสามารถ ศักยภาพ หรือสร้างจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเองของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

ดร.กิตติ ชี้ให้เห็นว่า แม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะมีกลไกอย่างกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มออมทรัพย์ แต่มาตรการเหล่านั้นยังเข้าถึงเพียงระดับกลุ่มหรือชุมชน โดยยังไม่สามารถเจาะลึกถึงโครงสร้างระดับครัวเรือนซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ทั้งในมิติด้านรายได้และทักษะการสร้างอาชีพ

ดังนั้น บพท. จึงนำแนวคิดการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เข้ามาเสริมพลัง (Empowerment) เพื่อย้อนกลับมาสู่กลไกการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยที่มีเรื่องระบบอุปถัมภ์และการเชื่อมโยงทางสังคม (Social Connecting Direction)

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนฐานทางสังคม (Social Mobility) ในระดับครัวเรือน บพท. ได้วางกรอบแนวคิด 3 ขั้นตอนสำคัญ ประกอบด้วย

1.การปรับฐานปัจจัย 4 (Facility / Baseline Adjustment) สร้างความมั่นคงในปัจจัยพื้นฐานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนมิติอื่นๆ

2.การเติมทักษะสร้างรายได้ (Income-Generating Skills) โดยมุ่งเน้นการสร้างทักษะที่สามารถสร้างรายได้ได้หลากหลายทาง แทนการยึดติดกับกรอบอาชีพแบบเดิมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

และ 3.การสร้างความฉลาดทางการเงิน (Financial Literacy & Management) ปลูกฝังวินัยและความตระหนักรู้ทางการเงินเพื่อป้องกันการบริโภคเกินตัวเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ดร.กิตติ ระบุว่า บพท.สนับสนุนให้ใช้ 2 กลไกหลัก ในการขับเคลื่อน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่ดูแลการปรับฐานปัจจัยพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมกับภาคีพัฒนา เพื่อทำหน้าที่ยกระดับและเติมทักษะสร้างรายได้

โดยมี บพท. เป็นแกนกลางในการสนับสนุนกลไกการเงินและการลงทุนบางส่วน ผ่านการจัดตั้ง วิสาหกิจโดยแนวคิดนี้จะสนับสนุนให้ชุมชนถือหุ้น (Community Holding Company) โดยเบื้องต้นจะใช้ทุนหมุนเวียนประมาณ 500 – 1,000 ล้านบาท ต่างจากภาคเอกชนที่ต้องใช้เงินระดับหมื่นล้านบาท เพื่อสร้างระบบการเงินและการลงทุนที่เป็นของชุมชนเองอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ในมิติการคุ้มครองและพัฒนาตลาด ดร.กิตติ เสนอว่า ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการและกฎหมายคุ้มครอง ตลาดชุมชน ไม่ให้ทุนใหญ่เข้ามาครอบงำ เพื่อปกป้องกลุ่มธุรกิจรายเล็กและ SMEs ในประเทศที่มีมากกว่า 3.3 ล้านกลุ่ม ซึ่งประมาณ 70–80% เป็นธุรกิจรายย่อยที่ใช้อัตลักษณ์และทรัพยากรพื้นถิ่นในการสร้างรายได้และจ้างงานในชุมชน

พร้อมกันนี้ บพท. ได้ผลักดัน โครงการคลัสเตอร์ Social Integrated Enterprise (SIE) ซึ่งเป็นการบูรณาการงานวิชาการสู่งานเชิงพาณิชย์ ร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ เพื่อดูแลตั้งแต่ต้นทาง คือการปลูกและการผลิต กลางทาง ในส่วนของมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงปลายทางการเชื่อมโยงตลาดใหญ่และตลาดใหม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืน