จับตา “ด่านภาษีทรัมป์” ลากยาว! ส.อ.ท. ผ่าผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แม้เดโมแครตครองคุมสองสภา เกิดภาวะ Divided Government ดักทางกฎหมาย แต่เตือนธุรกิจไทยอย่าชะล่าใจ “ทรัมป์” ยังกุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ ดันนโยบาย America First ต่อเนื่อง เดินหน้าลุยมาตรา 301-232 ฟันภาษีเหล็ก-รถยนต์ พ่วงสอบไต่สวน 16 ประเทศรวมไทย ชี้ไทยเจอดาบสองคม ได้อานิสงส์ย้ายฐานผลิต แต่เสี่ยงโดนตรวจสวมสิทธิ์
KEY POINTS
- นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่าแม้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มกลไกการคานอำนาจ แต่ไม่ควรตีความว่าสงครามการค้าจะคลี่คลายลงทันที
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงกุมอำนาจฝ่ายบริหารด้านการค้าและการต่างประเทศ สามารถใช้นโยบายภาษีผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) และกฎหมายการค้าเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส
- นโยบาย "America First" ที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง ทำให้ทิศทางนโยบายโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าวิธีการอาจแตกต่างกัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินภูมิทัศน์เศรษฐกิจการค้าโลกหลังทราบผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้การเมืองสหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ภาวะ "Divided Government" หรือรัฐบาลสภาแยกขั้วอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเปิดนิติบัญญัติชุดใหม่ต้นปี 2570 ชี้แม้อำนาจตรวจสอบของสภาคองเกรสจะเข้มข้นขึ้น แต่แนวโน้มสงครามการค้า มาตรการภาษี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีทิศทางรุนแรงต่อเนื่อง
เปิดฉาก Divided Government ดักทางกฎหมาย แต่ "ทรัมป์" ยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะช่วยเพิ่มกลไกคานอำนาจและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลันในชั้นการออกกฎหมายและการจัดสรรงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าสงครามการค้าหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศจะคลี่คลายลงทันที"
เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงกุมอำนาจฝ่ายบริหารด้านการค้า การต่างประเทศ และการทหารในระดับสูง สามารถขับเคลื่อนนโยบายผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) และกฎหมายการค้าที่ได้รับมอบอำนาจไว้แล้ว โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ นโยบาย "America First" ที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ดึงการลงทุนกลับถิ่น และลดการพึ่งพาสินค้าต่างชาติ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง ทิศทางใหญ่จึงไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะต่างกันเพียงวิธีปฏิบัติและความเข้มงวดในการตรวจสอบเท่านั้น
มาตรา 301-232 ดาบ 2 คมกระทบส่งออกไทย
ปัจจุบัน ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ได้เดินหน้าใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มข้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ได้แก่
1. มาตรา 301 (แรงงานบังคับ) บังคับใช้ภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569
2. มาตรา 232 (ความมั่นคงแห่งชาติ) เก็บภาษีสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง 10–50% รวมถึงรถยนต์และชิ้นส่วน 15–25%
3. การไต่สวนกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity): สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อยู่ระหว่างสอบสวนครอบคลุม 16 เขตเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีลอกใหม่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สงครามการค้ารอบนี้เป็นดาบสองคมของเศรษฐกิจไทย แม้ไทยจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ แต่ก็ต้องแลกกับการถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งและตรวจสอบเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) การสวมสิทธิ์ และการส่งผ่านสินค้าจากประเทศที่สาม (Circumvention) อย่างหนักหน่วง รวมถึงการนำเงื่อนไขด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้ออ้างทางการค้า
4 ยุทธศาสตร์ "ผ่าตัดธุรกิจไทย" รอดภาษีโลก
นางพิมพ์ใจ เน้นย้ำว่า ผลเลือกตั้งเปลี่ยนดุลการตรวจสอบในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายที่เน้นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก ไทยจึงไม่ควรรอให้การเมืองสหรัฐฯ ลดความเสี่ยงให้ แต่ต้องเร่งกระจายตลาด ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และลดต้นทุนพลังงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ส.อ.ท. จึงเสนอ 4 แนวทางเร่งด่วน ให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเพื่อรักษาตลาดส่งออกคือ
1. กระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน (Market & Supply Chain Diversification) ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเดี่ยว เร่งเร่งใช้ประโยชน์จากข้อตกลง FTA และหาพันธมิตรใหม่
2. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability & Standards) ทำระบบข้อมูลแหล่งกำเนิดวัตถุดิบและสัดส่วนการผลิตในประเทศให้ชัดเจน ยกระดับมาตรฐานแรงงานและ ESG ให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อรับมือการตรวจสอบสวมสิทธิ์
3. บริหารต้นทุนและความเสี่ยงความผันผวน (Cost & Risk Management) วางแผนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงานด้วยการปรับมาใช้พลังงานหมุนเวียน
4. สร้างมูลค่าเพิ่มหลบศึกราคา (Value Creation) อัดฉีดการลงทุนด้าน R&D เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างแบรนด์สินค้าไทยให้มีจุดเด่น หนีการแข่งราคาในตลาดโลกที่นับวันจะมีต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบสูงขึ้น





