สภาอุตฯ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พาสตาร์ทอัพไทย 16 บริษัท เปิด “Thailand Pavilion” ครั้งแรกในงาน “SWITCH 2026” ดันไทยเป็นผู้นำด้าน “แอปพลิเคชัน” ระดับอาเซียน พร้อมตั้งเป้าสร้างแรงงานด้านเอไอ 3 แสนคนในปี 2030 ดึงทุนต่างชาติหนุนสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีโลก
KEY POINTS
- ส.อ.ท. ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัว "Thailand Pavilion" เป็นครั้งแรกในงาน SWITCH 2026 ที่สิงคโปร์ โดยนำสตาร์ทอัพด้านดิจิทัลและ AI 16 บริษัทไปจัดแสดงศักยภาพ
- ตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และเอไอในระดับภูมิภาคอาเซียน" (ASEAN Number One in Application Layer Nation)
- วางแผนพัฒนากำลังคนด้าน AI ให้ได้ 300,000 คนภายในปี 2030 และเสนอจัดตั้งกองทุนร่วมรัฐ-เอกชน (PPP Fund) เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพให้ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยกลุ่มดิจิทัล ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดตั้ง “Thailand Pavilion” ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในงาน Singapore Week of Innovation and Technology (SWITCH) 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2569 โดยนำผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านดิจิทัลและเอไอจำนวน 16 บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ “Thai Digital & AI Award” ร่วมออกบูธแสดงศักยภาพท่ามกลางยักษ์ใหญ่ระดับภูมิภาค
กร เธียรนุกุล รองประธานกลุ่มดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการผลักดันครั้งนี้ว่าเกิดจากความต้องการปรับเปลี่ยนมุมมองและภาพจำของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก “สิ่งที่เราอยากจะโชว์ในวันนี้คือ ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่ธรรมชาติที่สวยงาม การท่องเที่ยว หรือความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เรามีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พร้อมเติบโตในระดับโลก”
กรเล่าว่า Thailand Pavilion ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนและองค์กรต่างชาติที่เข้ามาเยี่ยมชม หลายฝ่ายแสดงความแปลกใจและชื่นชมที่เห็น ประเทศไทยนำเสนอวิสัยทัศน์ในโจทย์ใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างจริงจัง ซึ่งนับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าดิจิทัลและโซลูชันที่มาจากประเทศไทยให้ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น
บริษัทที่เข้าร่วมใน Thailand Pavilion ในงาน “SWITCH 2026” ประกอบไปด้วย 1.Alien Technology 2.Appman Co., Ltd 3.Conductor Co. Ltd 4.Cynclair Co. Ltd 5.Egg Digital 6.Essco Corporation Co. Ltd 7.EventTech.ai 8.Forward Management Services 9.Graffity 10.Guardian AI 11.Isekai XP 12.Mango Consultant Co Ltd 13.Pixel Mango AI 14.Riffai 15.Spark Education Co. Ltd และ 16.Trianglesoft
งานในครั้งนี้ ภาคเอกชนและภาครัฐได้กำหนดทิศทางให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และระบบเอไอในระดับภูมิภาคอาเซียน” (ASEAN Number One in Application Layer Nation) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาที่สอดคล้องกับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก
“เจนเซน หวง” ซีอีโอของ NVIDIA อธิบายโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมดของเอไอว่าเหมือนกับ “เค้กเลเยอร์ 5 ชั้น” เพื่อแสดงให้เห็นว่าเอไอไม่ได้มีแค่แชตบอตหรือตัวชิปเท่านั้น แต่มีหลายส่วนประกอบกันตั้งแต่ฐานรากจนถึงปลายทาง เมื่อเรียงจากชั้นล่างขึ้นบนจะประกอบไปด้วย
ชั้นฐานล่างสุดคือ “พลังงาน” ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดที่เอไอต้องการ ขยับขึ้นมาเป็นชั้น “ชิปประมวลผล” เพื่อแปลงพลังงานเป็นการคำนวณที่มีประสิทธิภาพ ตามด้วยชั้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่เก็บและเสิร์ฟข้อมูล ส่วนชั้นที่สี่คือ “เอไอโมเดล” เช่น แชทบอท โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) และชั้นบนสุดคือ “แอปพลิเคชัน” ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปสัมผัสได้ และเป็นชั้นที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาขีดความสามารถของไทย การทุ่มงบประมาณแข่งในชั้นชิปประมวลผลหรือการสร้างโมเดล ตั้งแต่ต้นน้ำอาจไม่ใช่จุดแข็งของไทยเนื่องจากต้องใช้ทุนมหาศาล ขณะเดียวกัน ต่างชาติก็เข้ามาลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ดังนั้นไทยจึงต้องฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ แล้วมุ่งเจาะตลาดแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นชั้นที่สร้างผลกระทบและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านแอปพลิเคชันจำเป็นต้องมีกำลังคนรองรับ ส.อ.ท. จึงวางเป้าหมายการพัฒนาบุคลากร สร้างวิศวกรเอไอและผู้ผลิตเอไอให้ได้ 300,000 คน ภายในปี 2030 เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ที่มีราว 240,000 คน และเวียดนามที่มีราว 500,000 คน
ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างบริษัทนวัตกรรมที่มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Vertical Industry) โดยต่อยอดจากโมเดลเอไอระดับโลกที่มีอยู่แล้ว นำมาพัฒนาเป็นเอไอเฉพาะทางให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง เช่น การผลิต, การตลาด, สุขภาพ, ฟินเทค และความปลอดภัยทางไซเบอร์
นอกจากนี้ กรยังชี้ให้เห็นว่าประเทศขาดรอบการระดมทุนเริ่มต้น (Seed Round) จึงได้เสนอแนวคิดสร้าง “กองทุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์” (Digital and AI PPP Fund) ร่วมกับกองทุนชั้นนำจากสิงคโปร์ เพื่อผลักดันสตาร์ทอัพที่ผ่านการพิสูจน์แนวคิด (POC) แล้ว ให้มีทุนขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
กรกล่าวว่าจุดแข็งของสตาร์ทอัพไทย อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวสูง มีความอดทน และมีความคิดสร้างสรรค์ในการปรับแต่งโซลูชันให้เข้ากับโจทย์ของลูกค้า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการเป็นตลาดทดลอง เนื่องจากผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เร็ว
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของสตาร์ทอัพไทยคือ “กับดักตลาดระดับกลาง” (Middle Market Trap) ซึ่งเป็นภาวะที่ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถสร้างยอดขายและเติบโตได้ดีในประเทศของตนเอง แต่กลับไม่สามารถเติบโตไปสู่ระดับโลกได้ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักและติดอยู่ในกับดักนี้ ต่างจากสิงคโปร์ที่ตลาดในประเทศเล็กมากจนสตาร์ทอัพต้องออกแบบธุรกิจให้เป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคตั้งแต่วันแรก
เพื่อก้าวข้ามกับดักดังกล่าว ส.อ.ท. ได้วางโรดแมปนำพาผู้ชนะเลิศนวัตกรรมไทยออกสู่ตลาดสากล เริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ให้คนทั่วโลกในงาน SWITCH ปีนี้ ก่อนที่ปี 2027 จะส่งนวัตกรรมไทยเข้าร่วมแข่งขัน SLINGSHOT เวทีค้นหาและผลักดันสตาร์ทอัพเทคโนโลยีขั้นสูงจากทั่วโลก ในงาน SWITCH ซึ่งตั้งเป้าที่เข้ารอบ 50 ทีมสุดท้าย
รวมถึงการพาสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไทยเข้าร่วมงานใหญ่อย่าง “Canada FinTech Forum” เพื่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจจริง ก่อนจะปักหมุดพาเทคโนโลยีไทยไปสู่งาน “Consumer Electronics Show” (CES) งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐในอนาคต
กรกล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมจริงเข้ากับสตาร์ทอัพ โดยใช้เครือข่ายสมาชิกที่มีมากกว่า 17,000 บริษัท ใน 47 กลุ่มอุตสาหกรรม นำความต้องการและ “โจทย์จริง” จากภาคอุตสาหกรรมมาเป็นตัวตั้ง เพื่อให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของตลาด ซึ่งช่วยแก้จุดอ่อนของสตาร์ทอัพไทยที่มักพัฒนานวัตกรรมจากความชอบส่วนตัวและโชว์ความซับซ้อนของนวัตกรรม โดยลืมมองความต้องการของตลาด เปลี่ยนมาเป็นการสร้างเทคโนโลยีประยุกต์ที่ใช้งานได้จริง
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสตาร์ทอัพกับกระทรวงต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการจับคู่สินค้าดิจิทัลไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ ประสานงานกับกระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการคลัง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการสร้างวิศวกรและผู้พัฒนาเอไอจำนวน 300,000 คนภายในปี 2030 รวมถึงการเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานรัฐเพื่อขอปลดล็อกชุดข้อมูลภาครัฐ นำมาพัฒนาเป็น “Small AI” เฉพาะทาง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมักเจอปัญหาภาครัฐและภาคเอกชนทำงานไม่ประสานกัน ส่งผลให้เวลาบริษัทต่างประเทศเข้ามาหารือการลงทุน หรือสอบถามยุทธศาสตร์ของประเทศ เรากลับไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการวางกรอบการปกป้องและส่งเสริมพื้นที่เทคโนโลยีที่สำคัญของไทยอย่างจริงจัง
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว กรจึงเน้นย้ำว่าทุกภาคส่วนต้องหันมาร่วมกันกำหนดทิศทางที่ชัดเจน และสื่อสารออกไปในทิศทางเดียวกัน โดยยกตัวอย่างแนวทางการทำงานของ “ทีมไทยแลนด์” ของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการจัดทำข้อมูลสำหรับให้ผู้แทนทุกคนพูดไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเสนอให้ภาครัฐส่งต่อข้อมูลชุดนี้ให้ภาคเอกชน หรือดึงเอกชนเข้าร่วมร่างข้อมูลชุด เพื่อให้ทุกคนพูดเหมือนกัน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การเจรจาในเวทีสากลมีพลังสูงสุด





