ส.อ.ท. ร่วม BOI เดินหน้าญี่ปุ่น ประสาน JETRO ขยายโอกาส Reinvent Thailand เชื่อมอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดใหม่ ต่อยอดฐานยานยนต์สู่อุตสาหกรรมอวกาศ ดัน Smart Electronics รองรับ AI–Data Center พร้อมขยายความร่วมมือ Food Valley และ Creative Economy โอกาส SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
KEY POINTS
- ส.อ.ท. เตรียมร่วมคณะกับ BOI และภาครัฐเยือนญี่ปุ่น 18-20 พ.ย. 69 เพื่อส่งเสริมการลงทุนและเทคโนโลยีภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand
- เป้าหมายไม่ใช่แค่ดึงการลงทุนใหม่ แต่เน้นยกระดับอุตสาหกรรมเดิมของไทยและเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs
- มุ่งเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ต่อยอดชิ้นส่วนยานยนต์สู่อุตสาหกรรมอวกาศ และอิเล็กทรอนิกส์สู่ Data Center และ AI
- ใช้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อเชื่อมโยงความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นกับศักยภาพของผู้ผลิต SMEs ไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและจับคู่ธุรกิจ
- ประสานงานกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อขยายการหารือและเชื่อมโยงธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมร่วมคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทย นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เยือนประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนและเทคโนโลยี พร้อมประสานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อขยายการหารือเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand โดยมุ่งยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยให้สามารถเข้าสู่ตลาดและธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรมไทย–ญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน เพื่อขับเคลื่อน Reinvent Thailand ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ Future Industries, Future Businesses, Future Cities และ Future Workforce โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุน แต่ต้องยกระดับผู้ผลิตเดิมและเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs
“Reinvent Thailand ไม่ใช่การเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่จากศูนย์ แต่คือการนำความแข็งแกร่งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ไปเชื่อมกับเทคโนโลยีและตลาดแห่งอนาคต ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาฐานอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต่อยอดความร่วมมือไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ ธุรกิจ และมูลค่าเพิ่มในรูปแบบใหม่” นางพิมพ์ใจ กล่าว
เร่งต่อยอดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม
ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการใช้ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นขยายโอกาสในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงฐานการผลิตเดิมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่
อุตสาหกรรมยานยนต์สู่อุตสาหกรรมอวกาศ นอกจากการยกระดับฐานผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนรองรับเทคโนโลยีใหม่แล้ว ส.อ.ท. ยังมุ่งสำรวจโอกาสเชื่อมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศ โดยอาศัยความสามารถด้านการผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และการรับรองที่จำเป็น
Smart Electronics ต่อยอดฐานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center, AI, Smart Grid และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยมุ่งเชื่อมผู้ผลิตไทยกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก พร้อมแสวงหาการลงทุนในชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่ยังขาด
Food Valley และอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอาหาร การแปรรูป นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อยกระดับฐานอุตสาหกรรมอาหารไทยและสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่
Creative Economy ต่อยอดศักยภาพด้านคอนเทนต์ อัญมณี เครื่องประดับ และงานสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของญี่ปุ่นด้าน Character การออกแบบ และการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและพัฒนาธุรกิจใหม่
การหารือเพิ่มเติมที่ ส.อ.ท. ประสานกับ JETRO จะช่วยขยายมิติของภารกิจจากการส่งเสริมการลงทุน ไปสู่การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ โดยเป็นประเด็นความร่วมมือที่อยู่ระหว่างผลักดัน มิใช่การประกาศข้อตกลงลงทุนที่เกิดขึ้นแล้ว
เชื่อมเทคโนโลยีญี่ปุ่น สร้างโอกาส SME ไทย
ส.อ.ท. มองว่าความได้เปรียบของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นอยู่ที่เครือข่ายการผลิตและผู้ประกอบการที่เชื่อมโยงกันมายาวนาน ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้
แนวทางสำคัญคือการเชื่อมความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นกับศักยภาพผู้ผลิตไทย เพื่อระบุโอกาสพัฒนาสินค้าและชิ้นส่วน ยกระดับมาตรฐาน จับคู่ธุรกิจ และแสวงหาการลงทุนหรือเทคโนโลยีในส่วนที่ยังขาด โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการ SMEs จากทุกภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงเครือข่ายอุตสาหกรรมและตลาดระดับโลกมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากร เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
“การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสวงหาการลงทุนใหม่ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว เราต้องการให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นช่วยเปิดตลาดใหม่ ยกระดับเทคโนโลยี และทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สามารถเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่คือหัวใจของ Reinvent Thailand” นางพิมพ์ใจกล่าว





