วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำท่วมป่วนการผลิต! ส.อ.ท. วอนรัฐอัดสินเชื่ออุ้มกระบะ คงเป้าปีนี้ 1.45 ล้านคัน

สังเวียนยานยนต์ ก.ย. 69 พิษน้ำท่วมป่วนสายการผลิต-กระบะทรุดหนัก ส.อ.ท. วอนรัฐอัดฉีดสินเชื่ออุ้ม Product Champion ส่งออกเอเชียหนุนยอดขายรวมโต 14.28% ส.อ.ท. ยันเป้าผลิตปีนี้ 1.45 ล้านคัน จี้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตปกป้องผู้ลงทุนในประเทศ

KEY POINTS

  • เหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะนิคมฯ อมตะซิตี้ จ.ชลบุรี กระทบห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ ทำให้โรงงานต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์เดือน ก.ย. 2569 ลดลง 6.08%
  • ส.อ.ท. เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นตลาดรถกระบะ ซึ่งกำลังวิกฤตจากมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด โดยเสนอให้ส่งเสริมสถาบันการเงินผ่อนปรนการให้สินเชื่อเพื่ออุ้มตลาดในประเทศ
  • แม้จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ ส.อ.ท. ยืนยันว่าสายการผลิตกลับสู่ภาวะปกติแล้ว และยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ตลอดปี 2569 ไว้ที่ 1,450,000 คันตามเดิม

สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประจำเดือน ก.ย. 2569 เผชิญภาวะผันผวนรอบด้าน โดยยอดการผลิตรถยนต์รวมปรับตัวลดลง 6.08% อยู่ที่ 120,319 คัน หลังเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกกระทบห่วงโซ่อุปทานทำให้โรงงานหยุดสายการผลิตชั่วคราว 

ขณะที่ยอดขายภายในประเทศ ขยับขึ้น 14.28% แตะ 55,255 คัน และยอดส่งออกโต 4.55% แตะ 89,972 คัน อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศยังคงวิกฤตหนักจากมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดและสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อซัพพลายเชนและแรงงานกว่า 800,000 คน

ส.อ.ท. ยันผลิตกลับสู่ปกติคงเป้า 1.45 ล้านคัน

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในเดือน ก.ย. 2569 ว่า ประเทศไทยประสบเหตุอุทกภัย(น้ำท่วม)ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวตั้งแต่ช่วงปลาย ก.ย. ถึงกลาง ต.ค. 2569 เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วน ขนส่งไม่สะดวก และพนักงานไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงกลาง ต.ค. โรงงานทุกแห่งได้กลับมาเดินสายการผลิตตามปกติแล้ว และประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้จะไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ตั้งไว้ 1,450,000 คัน โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ขณะที่ค่ายรถยนต์สมาชิกได้ออกแคมเปญช่วยเหลือผู้บริโภค เช่น ลดค่าแรง ค่าอะไหล่ ส่วนลดซื้อรถใหม่ และนโยบายพักชำระหนี้

น้ำท่วมป่วนการผลิต! ส.อ.ท. วอนรัฐอัดสินเชื่ออุ้มกระบะ คงเป้าปีนี้ 1.45 ล้านคัน

สำหรับสถิติการผลิตในเดือน ก.ย. 2569 มีจำนวน 120,319 คัน ลดลง 6.08% จากเดือน ก.ย. 2568 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 81,068 คัน (ลดลง 7.09% สัดส่วน 67.38%) และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 39,251 คัน (ลดลง 3.91% สัดส่วน 32.62%) ส่วนยอดผลิตสะสมช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2569) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

จี้รัฐอัดฉีดสินเชื่อ-เบรกผลกระทบสงคราม

ส.อ.ท. แสดงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ตลาดรถกระบะ ซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศ โดยในเดือน ก.ย. 2569 ยอดขายรถกระบะในประเทศยังคงหดตัวต่อเนื่องขายได้เพียง 10,315 คัน ลดลง 7.11% ขณะที่รถกระบะ 1 ตัน มียอดขาย 5,003 คัน ลดลง 11.50% สาเหตุหลักมาจากสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

วิกฤตดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบลูกคลื่นต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 2,500 ราย และการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน โดยยอดผลิตชิ้นส่วนรถกระบะสันดาปในประเทศซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ลดลงไปมากกว่า 300,000 ชิ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน เช่น หม้อน้ำ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง เครื่องปรับอากาศ กระจก เหล็ก และปิโตรเคมี ต้องลดการผลิตลง กระทบต่อรายได้ของโชว์รูม พนักงานขาย สถาบันการเงิน ตลอดจนการจัดเก็บภาษีของภาครัฐที่ลดลง

น้ำท่วมป่วนการผลิต! ส.อ.ท. วอนรัฐอัดสินเชื่ออุ้มกระบะ คงเป้าปีนี้ 1.45 ล้านคัน

นอกจากนี้ การส่งออกรถกระบะไปยังตลาดตะวันออกกลางในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2569) ยังได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดและสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ยอดส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลางลดลงถึง 33,118 คัน หรือลดลง 37.73%

ส.อ.ท. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นตลาดรถกระบะอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน โดยเฉพาะการส่งเสริมสถาบันการเงินให้ผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อในประเทศ เพื่อรักษาฐานการผลิต รักษาระดับการจ้างงาน และปกป้อง Ecosystem ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

กระแส EV โตแรงสวนทางรถสันดาป 

ขณะที่ตลาดรถยนต์รวมในประเทศเดือน ก.ย. 2569 มียอดขาย 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย. 2568 (แม้จะลดลง 7.61% จากเดือน ส.ค. 2569) โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด  แบ่งเป็น

รถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV มียอดขายในเดือน ก.ย. 2569 จำนวน 16,404 คัน เพิ่มขึ้น 80.13% และมียอดขายสะสม ม.ค.-ก.ย. 2569 อยู่ที่ 161,532 คัน เพิ่มขึ้น 98.56%

รถยนต์นั่ง HEV (ไฮบริด) มียอดขายเดือน ก.ย. 2569 จำนวน 14,113 คัน เพิ่มขึ้น 10.78% ยอดขายสะสม ม.ค.-ก.ย. 2569 อยู่ที่ 116,431 คัน เพิ่มขึ้น 13.95%

รถยนต์นั่ง PHEV (ปลั๊กอินไฮบริด) มียอดขายเดือน ก.ย. 2569 จำนวน 1,497 คัน เพิ่มขึ้น 137.24%

รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) มียอดขายเดือน ก.ย. 2569 ลดลงเหลือ 7,776 คัน หรือลดลง 14.50% และยอดขายสะสม ม.ค.-ก.ย. 2569 ลดลง 20.20% เหลือ 77,837 คัน

ในส่วนของการจดทะเบียนป้ายแดง ยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ในเดือน ก.ย. 2569 มีจำนวน 22,587 คัน เพิ่มขึ้น 89.71% ส่งผลให้ยอดจดทะเบียน BEV ป้ายแดงสะสมช่วง ม.ค.-ก.ย. 2569 สูงถึง 191,273 คัน เพิ่มขึ้น 83.03% และดันยอดจดทะเบียนสะสมรวมของ BEV ณ วันที่ 30 ก.ย. 2569 แตะระดับ 561,978 คัน (เพิ่มขึ้น 70.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ขณะที่ HEV สะสมอยู่ที่ 734,831 คัน (+27.95%) และ PHEV สะสมอยู่ที่ 97,183 คัน (+24.50%)

น้ำท่วมป่วนการผลิต! ส.อ.ท. วอนรัฐอัดสินเชื่ออุ้มกระบะ คงเป้าปีนี้ 1.45 ล้านคัน

ยอดส่งออกยานยนต์ขยับขึ้น 4.55% 

ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน ก.ย. 2569 มีจำนวน 89,972 คัน เพิ่มขึ้น 4.55% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 63,130.05 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13.18%) หากรวมมูลค่าส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถยนต์ จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 82,654.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.15%

ปัจจัยหนุนการส่งออกมาจากตลาดเอเชีย ซึ่งเติบโตถึง 27.16% โดยมีสัดส่วน 28.61% ของยอดส่งออกรวม เป็นอันดับสองรองจากตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียที่มีสัดส่วน 29.30% อย่างไรก็ตาม ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสมช่วง ม.ค.-ก.ย. 2569 มีจำนวน 655,009 คัน ลดลง 4.94% รวมมูลค่าส่งออกยานยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่สะสมอยู่ที่ 638,081.34 ล้านบาท ลดลง 2.99%

สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ เดือน ก.ย. 2569 มีการผลิตรวม 195,723 คัน (ลดลง 4.80%) มียอดขายในประเทศ 151,434 คัน (เพิ่มขึ้น 12.64%) และยอดส่งออกสำเร็จรูป 74,353 คัน (ลดลง 1.14%) สร้างมูลค่าส่งออกรวมชิ้นส่วนและอะไหล่ที่ 5,536.23 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14.05%) ดันมูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมทุกประเภทในเดือน ก.ย. 2569 แตะ 88,191.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.50%

จี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต CBU 

ส.อ.ท. ยังได้เรียกร้องไปยังภาครัฐให้เร่งประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานและผลิตรถยนต์ภายในประเทศไทย ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า

"การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่ชัดเจน จะเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยปกป้องและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญในระดับโลกอย่างยั่งยืน"