วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCG สปีด ‘ซิกแพคธุรกิจ’ รับมือวิกฤตโลก มั่นใจ EBITDA ปีนี้ทะลุ 6 หมื่นล้าน

"เอสซีจี" สปีด "ซิกแพคธุรกิจ" รับมือวิกฤตโลก มั่นใจ EBITDA ปีนี้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท ผนึก GC ขึ้น Top 10 ปิโตรเคมีโลก เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกในอาเซียน 

KEY POINTS

  • เอสซีจีมั่นใจว่า EBITDA ทั้งปีจะทะลุเป้าหมาย 60,000 ล้านบาท หลังจาก 9 เดือนแรกทำได้แล้ว 57,000 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก
  • ปรับแผนเชิงรุกภายใต้กลยุทธ์ 3 ด้านหลัก หรือ "ซิกแพคทางธุรกิจ" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรับมือกับความผันผวน
  • เสริมความแกร่งทางธุรกิจผ่านการรวมธุรกิจปิโตรเคมีระหว่าง SCGC และ GC ตั้งเป้าสร้าง Synergy มูลค่า

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) เปิดเผยถึงทิศทางดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตว่า เอสซีจีได้ปรับแผนดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทสามารถทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ได้แล้วถึง 57,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีความมั่นใจว่า EBITDA ทั้งปีจะทะลุเป้าหมาย 60,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะสินค้าล้นตลาด (Overcapacity) จากประเทศจีนก็ตาม

นายธรรมศักดิ์ ระบุว่า เอสซีจี ได้วาง กลยุทธ์เชิงรุก 3 ด้านหลัก เพื่อสร้างความยั่งยืนในภูมิภาคฃอาเซียน ได้แก่ 

1. เสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ (ซิกแพคทางธุรกิจ) เอสซีจี ได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญในการผสานความร่วมมือระหว่าง SCGC และ GC) โดยการรวมสินทรัพย์และธุรกิจปิโตรเคมีเข้าด้วยกัน ซึ่งจะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยขึ้นสู่ อันดับ 10 ของโลก โดยตั้งเป้าหมายสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Synergy) มูลค่า 150–250 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี 

SCG สปีด ‘ซิกแพคธุรกิจ’ รับมือวิกฤตโลก มั่นใจ EBITDA ปีนี้ทะลุ 6 หมื่นล้าน

นอกจากนี้ ยังได้เร่งปรับปรุงโครงสร้างวัตถุดิบในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ให้รองรับการใช้ก๊าซอีเทน (Ethane) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้อีกกว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี รวมถึงการขยายตลาดปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement) ในภูมิภาคอาเซียน

2. สร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน เอสซีจี มุ่งเน้นการลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถลดหนี้สินสุทธิลงมาอยู่ที่ประมาณ 237,000 ล้านบาท ณ ไตรมาสที่ 3 พร้อมตั้งเป้าหมายควบคุมสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Net Debt to EBITDA) ให้อยู่ที่ระดับ 3.5 เท่าขณะที่งบลงทุน (CAPEX) สำหรับปีนี้วางไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท 

3. เพิ่มประสิทธิภาพทั่วอาเซียนด้วย AI และเทคโนโลยี บริษัทได้นำเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) เข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิตและ Optimization ทั่วทั้งองค์กรกว่า 400 กรณีศึกษา ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกสามารถสร้างผลตอบแทนและลดมูลค่าความสูญเสียได้มากกว่า 700 ล้านบาท จากงบลงทุนด้าน AI เพียงประมาณ 70 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ

SCG สปีด ‘ซิกแพคธุรกิจ’ รับมือวิกฤตโลก มั่นใจ EBITDA ปีนี้ทะลุ 6 หมื่นล้าน

เตือนรัฐบาลทบทวน FTA ไทย-UAE หวั่นกระทบดุลการค้า

ในส่วนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ นายธรรมศักดิ์ ได้แสดงความห่วงใยต่อการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยระบุว่า แม้เอกชนจะสนับสนุนการเปิดเสรีการค้า แต่กรณีของ UAE ปัจจุบันไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้าอยู่อย่างมาก หากเปิดเสรีโดยไม่มีมาตรการรองรับอาจทำให้ไทยเสียดุลการค้าเพิ่มขึ้น และอาจเป็นช่องทางเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) 

นายธรรมศักดิ์ เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาใช้ระบบกำหนดโควตาการนำเข้าอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีเวลาปรับตัว หรือส่งเสริมให้เป็นการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบต้นน้ำเพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add Value) ในประเทศ แทนการเปิดรับสินค้าสำเร็จรูปปลายน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศในระยะยาว 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย นายธรรมศักดิ์ มองว่าการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงมีทิศทางไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ให้เร่งปรับตัวนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ พร้อมแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานแพง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว