วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2569

Login
Login

SCG งัดกลยุทธ์ Daily War ปั้น Super Core สู้ศึกครึ่งปีหลัง พลิกธุรกิจโตยั่งยืน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ว่าเป็นช่วงเวลาที่บริษัทต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่วุ่นวายพอสมควร จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งวัตถุดิบ (Feedstock) ถึง 50% อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับตัวอย่างรวดเร็วผ่านกลยุทธ์เชิงรุก ทำให้ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่งเกินคาด

ในไตรมาสที่ 2 เอสซีจีมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Adjusted Profit) อยู่ที่ 12,600 ล้านบาท ก้าวกระโดดจาก 4,400 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ขณะที่ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ประมาณ 42,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ประเด็นที่น่าสนใจคือการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยในไตรมาสนี้บริษัทสามารถลดหนี้สินสุทธิลงได้ถึง 39,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิเลเวอเรจ (Net Debt to EBITDA) ลดลงจาก 5.5 เท่าในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 3.7 เท่า ปัจจุบันมีเงินสดในมือแข็งแกร่งถึง 76,000 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 3.50 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท

กลยุทธ์ "Daily War" และการสร้างกล้ามเนื้อ

นายธรรมศักดิ์ ระบุว่า เคล็ดลับความสำเร็จคือการบริหารจัดการแบบ "Daily War" หรือการปรับตัวรายวันและรายสัปดาห์ เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่ผันผวนเหมือนรถไฟเหาะ เช่น การเร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น (Non-Houthi) และการตัดสินใจที่เด็ดขาดในการดูแลลูกค้ากลุ่มสินค้ามูลค่าสูง (Specialty)

นอกจากแผนระยะสั้น เอสซีจียังเดินหน้าแผนระยะ 2 ปี เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ หรือสร้าง Super Core ให้ธุรกิจกลับมาเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

1. การปรับโครงสร้างธุรกิจ รวม 3 กลุ่มธุรกิจ (Cement, Building Materials, Smart Living) เข้าเป็นหนึ่งเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Operational Excellence)

2.  ASEAN Scale & China Opportunity การรวมฐานการผลิตในอาเซียนให้เกิดสเกลที่ใหญ่ขึ้นเพื่อสู้กับสินค้าจีนที่ล้นตลาด (Over Capacity) ขณะเดียวกันก็เลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทจีนที่มีศักยภาพ

3. Low Carbon & Green Innovation มุ่งเน้นปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันมียอดขายในไทยกว่า 80% และกำลังขยายฐานผลิตในเวียดนามเพื่อส่งออกไปสหรัฐอเมริกา

"AI Re-imagination" จากประสิทธิภาพสู่การพลิกโฉม

เอสซีจีกำลังก้าวไปสู่การใช้ AI ขั้นสูง (Advanced AI) โดยนายธรรมศักดิ์อธิบายว่าไม่ใช่เพียงแค่การนำ AI มาทำงานเดิมให้เร็วขึ้น (Efficiency) แต่คือการ "Re-imagine" กระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด เช่น การทำแผนการตลาดที่เดิมใช้เวลาเดือนครึ่ง AI ช่วยให้เสร็จได้ใน 2 วัน

"เปลี่ยนจากการทำแคมเปญใหญ่ปีละ 4 ครั้ง เป็นการทำแคมเปญย่อยที่เจาะจงกลุ่มลูกค้าได้ทุกสัปดาห์ และยังคงเน้นการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ (Ability to learn skill) เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

มองข้ามช็อตครึ่งปีหลัง รับมือ Roller Coaster

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง มองว่าสถานการณ์อาจหนักกว่าครึ่งปีแรก จากปัจจัยสงครามที่ลุกลามและผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาอาหารและพลังงานที่จะตามมาในปีหน้า อย่างไรก็ตาม เอสซีจีเชื่อมั่นว่าหากส่งการบ้านตามแผน 2 ปีได้ครบถ้วน บริษัทจะมีความเข้มแข็งในระดับที่เปลี่ยนขีดความสามารถการแข่งขัน (Step Change) และพร้อมรับมือกับทุกความผันผวนในปี 2027 เป็นต้นไป

"เราพอจะรู้วิธีนั่งรถไฟเหาะแล้ว ว่าตอนไหนต้องกั้นหายใจ ตอนไหนต้องกรีดร้อง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างฐานรากให้เข้มแข็ง เพื่อให้เอสซีจีเติบโตอย่างสง่างามในระยะยาว" นายธรรมศักดิ์ กล่าว