การเปลี่ยนปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่า ทั้งอาหารสัตว์ ซูริมิ และปุ๋ยชีวภาพ ช่วยสร้างตลาดรองรับที่ชัดเจน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว
KEY POINTS
- ปลาหมอคางดำสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารสัตว์ราคาถูกสำหรับเลี้ยงปูและผลิตปลาป่น ไปจนถึงการแปรรูปเป็นอาหารคน เช่น ลูกชิ้นและเนื้อปลาฟู
- ส่วนต่างๆ ของปลาที่เหลือใช้ เช่น ก้าง สามารถสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม และปลาขนาดเล็กนำไปทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อเป็นปุ๋ยลดต้นทุนการเกษตร
- การสร้างตลาดรับซื้อที่แน่นอนช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและจูงใจให้เกิดการจับปลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยควบคุมจำนวนปลาและฟื้นฟูระบบนิเวศ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ปลาหมอคางดำ” มักถูกพูดถึงในมุมการแพร่กระจายและผลกระทบต่อแหล่งน้ำเป็นหลัก แต่อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เมื่อจับปลาออกมาแล้ว จะนำไปไหนต่อ เพราะหากปลาที่จับขึ้นมามีมูลค่า มีจุดรับซื้อ และมีคนต้องการใช้ ก็อาจช่วยให้การจับเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องมากกว่าการรอระดมจับเป็นครั้งคราว
ตัวอย่างเริ่มเห็นชัดในหลายพื้นที่ ที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มผู้เลี้ยงปูขาวกว่า 30 ราย พื้นที่เลี้ยงรวมกว่า 300 ไร่ มีความต้องการปลาหมอคางดำสำหรับเป็นอาหารปูประมาณวันละ 600–900 กิโลกรัม รับซื้อจากชาวบ้านกิโลกรัมละ 10 บาท
การใช้ปลาหมอคางดำจึงช่วยลดต้นทุนอาหาร เดิมเกษตรกรต้องซื้อปลาทะเลสดในราคาประมาณ 14 บาทต่อกิโลกรัมหรือสูงกว่า ขณะที่คนในพื้นที่ก็มีช่องทางขายปลาที่จับได้ จากปลาที่ต้องการนำออกจากแหล่งน้ำ จึงกลายเป็นวัตถุดิบที่มีคนต้องการใช้ และมีการขยายผลการใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูในจังหวัดต่าง ๆ อย่างเพชรบุรี
ที่สมุทรสาคร โรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพีเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวประมงและเกษตรกร เพื่อนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ การมีจุดรับซื้อประจำทำให้คนในพื้นที่รู้ว่าจับปลาแล้วนำไปขายที่ไหน และมีปลายทางรองรับโดยไม่ต้องรอกิจกรรมการระดมจับเป็นครั้ง ๆ
- จากปลาสด สู่อาหารแปรรูป
ในด้านอาหาร ปลาหมอคางดำอยู่ในวงศ์ Cichlidae เช่นเดียวกับปลานิลและปลาหมอเทศ เนื้อสามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งทอด ทำปลาแดดเดียว น้ำปลา ปลาร้า ข้าวเกรียบ และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ โดยเป็นแหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับปลาอาหารทั่วไป และสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ
ช่วงหลัง งานวิจัยด้านอาหารยังช่วยเปิดทางเลือกให้มากขึ้น อย่างงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Dusit Thani College Journal ปี 2567 ทดลองนำเนื้อปลาหมอคางดำมาผลิตลูกชิ้นผ่านกระบวนการซูริมิ ขณะที่งานอีกชุดซึ่งมี รศ.ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมวิจัย และตีพิมพ์ใน Food Chemistry: X ปี 2568 ศึกษาการปรับกระบวนการผลิตซูริมิจากเนื้อปลาหมอคางดำ
ผลการศึกษาพบว่า การล้างเนื้อด้วยวิธีที่เหมาะสมช่วยปรับสีและเนื้อสัมผัส รวมถึงทำให้โปรตีนจับตัวได้ดีขึ้น เนื้อผลิตภัณฑ์จึงมีความแน่น เด้ง ยืดหยุ่น และคงรูป ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องการในผลิตภัณฑ์อย่างลูกชิ้นปลาและซูริมิ เป็นโอกาสให้ปลาหมอคางดำเข้าสู่ตลาดมากกว่าในรูปปลาสด แต่สามารถไปต่อในตลาดอาหารแปรรูป
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังพัฒนา “เนื้อปลาฟู” ให้อยู่ในรูปวัตถุดิบพร้อมปรุง สามารถนำไปต่อยอดได้มากกว่า 10 เมนู เช่น น้ำพริก ผงโรยข้าว และยำปลาฟู ข้อดีคือผู้ใช้ไม่ต้องขอดเกล็ดหรือเลาะก้าง และผลิตภัณฑ์สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้นานถึง 6 เดือนโดยไม่ใช้วัตถุกันเสีย ช่วยลดข้อจำกัดทั้งเรื่องการเตรียมวัตถุดิบ อายุสินค้า และการขนส่ง
- ก้างปลาก็ยังไปต่อได้
นอกจากเนื้อปลา ส่วนที่เหลือจากการแปรรูปก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเช่นกัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีประสบความสำเร็จในการนำ “ก้างปลาหมอคางดำ” สกัดเป็นแคลเซียมชีวภาพ “SARO Calcium Plus” เป็นอาหารเสริมสุขภาพ โดยทีมวิจัยรายงานว่าสามารถสกัดแคลเซียมชีวภาพได้ประมาณ 12–15% พร้อมศึกษาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม เช่น ยาสีฟัน
ส่วนปลาขนาดเล็กหรือปลาที่ไม่เหมาะกับตลาดอาหารคน ก็ยังมีปลายทางในภาคเกษตร มีทั้งการใช้ปลาสดและปลาหมักเป็นอาหารเป็ด ปูทะเล และปลากะพง รวมถึงนำไปทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับบำรุงดินและพืช ตัวอย่างที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เกษตรกรผู้ปลูกลำไยพวงทองนำปลาหมอคางดำมาทำน้ำหมักชีวภาพ ใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักในสวนเพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ขณะที่ผลผลิตยังต้องรักษาคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ทั้งขนาด เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก และความหวาน
อีกด้านหนึ่ง การเข้าใจพฤติกรรมของปลาก็ยังสำคัญต่อการจัดการ ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่ปรับตัวได้ดี แพร่พันธุ์รวดเร็ว และเมื่อมีจำนวนมากสามารถแข่งขันด้านอาหารและพื้นที่กับสัตว์น้ำพื้นถิ่นได้
ข้อมูลของ FAO ระบุว่าอาหารของปลาชนิดนี้มีทั้งแพลงก์ตอนพืช เช่น สาหร่ายและไดอะตอม อินทรียวัตถุและเศษซาก ขณะเดียวกันก็สามารถกินแพลงก์ตอนสัตว์และสัตว์น้ำขนาดเล็กได้ตามช่วงวัยและสภาพแวดล้อม
การมีตลาดรองรับปลาที่ถูกจับขึ้นมา จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่า สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนควบคู่กับการควบคุมจำนวนปลาในแหล่งน้ำ โจทย์ต่อจากนี้คือ จะสร้างตลาดและระบบรองรับอย่างไรให้ปลาที่จับได้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเพาะเลี้ยงหรือขยายพันธุ์เพิ่ม เพื่อให้กลไกทางเศรษฐกิจมีส่วนช่วยลดจำนวนปลาและสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว





