"3 ผู้เชี่ยวชาญ" วิเคราะห์ความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้ต้องลงทุนโครงข่ายและนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น กระทบค่าไฟฟ้าประชาชน ชี้เด็กไทยมีความเสี่ยงเป็นเพียงผู้บริโภค หากไม่เร่งปฏิรูปการศึกษา สู่นวัตกรที่สร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ได้เอง พร้อมให้ข้อเสนอต่อยอดพัฒนาโมเดล AI และส่งเสริมธุรกิจ SME ให้เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง
20 ต.ค. 2569 ในการสัมมนา Nation Forum 2027: Thailand’s Agenda ภายใต้หัวข้อ Data Center Built For The Intelligence Economy ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ร่วมสะท้อนข้อกังวลเชิงนโยบายและผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก "ดาต้าเซ็นเตอร์" ที่รัฐบาลต้องเร่งวางมาตรการรับมือ ทั้งในมิติเสถียรภาพพลังงาน โครงสร้างค่าไฟฟ้า มูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาบุคลากร
นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เปิดเผยว่า สิ่งที่ TDRI มีห่วงกังวลเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ คือเสถียรภาพและต้นทุนพลังงาน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก และจำเป็นต้องมีกระแสไฟฟ้าที่เสถียร
แม้ปัจจุบันไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพลังงานฟอสซิล ขณะที่ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์มีเป้าหมายและแผนจะใช้พลังงานสะอาดเป็นหลัก
ทั้งนี้ เมื่อดูจากความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือ ดีมานด์ของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยื่นเสนอรวมสูงถึงเกือบ 30 กิกะวัตต์ เกินกว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ในปัจจุบัน ที่ได้จัดสรรพลังงานไว้สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เพียง 8.8 กิกะวัตต์เท่านั้น
ในการนี้ หากภาครัฐต้องลงทุนขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) เพิ่มเติม และจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG ซึ่งมีราคาสูงมาผลิตไฟฟ้า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคประชาชน ซึ่งต้นทุนส่วนเพิ่มเหล่านี้ อาจถูกนำไปเฉลี่ยรวมในโครงสร้างค่าไฟ จนส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนแพงขึ้น
“ดีมานด์ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยื่นขอมามีปริมาณสูงถึงเกือบ 30 กิกะวัตต์ แต่สูงที่สุดที่ PDP ฉบับนี้ให้ได้อยู่ที่ 8.8 กิกะวัตต์เท่านั้น และเพื่อจะทานความต้องการไฟฟ้า เราอาจต้องนำเข้า LNG ซึ่งเป็นก๊าซราคาแพง และต้องลงทุนระบบสายส่งเพิ่มค่อนข้างเยอะ ดังนั้น ถ้าเรานำเข้ามากขึ้น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทั้งหมดจะรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟ และค่าไฟก็ต้องขึ้น”
นางสาวอารีพร กล่าวต่อไปว่า เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ภาครัฐควรจัดทำโครงสร้างค่าไฟแยกเฉพาะ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบการรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มจากการขยายระบบโครงข่ายเอง โดยไม่กระทบค่าไฟประชาชน
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งปลดล็อกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และกำหนดค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อระบบโครงข่าย (Wheelage charge) ให้ชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตกลงซื้อขายพลังงานสะอาดกับผู้ผลิตได้โดยตรง ช่วยให้ได้ราคาตามกลไกตลาดและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ
“การเปิดให้มีการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าของไทย ถือว่ายังไม่พร้อมเมื่อเทียบกับมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่เรียกได้ว่าเป็นกึ่งตลาดไฟฟ้าเสรี ดังนั้น Direct PPA จึงสำคัญมาก แต่ตามที่ กพช. อนุมัติเมื่อ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีการเคาะค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อระบบโครงข่าย ทำให้นโยบายนี้ไม่คลอดสักที ดาต้าเซนเตอร์ก็เลยยังไม่รู้ว่าค่าไฟจะเป็นอย่างไร จะได้ไฟฟ้าจากไหน”
ชงยกระดับการศึกษา จากบทบาท ‘ผู้บริโภค’ สู่ ‘นวัตกร’
นายพงศ์พรหม ยามะรัต ผู้บริหารธุรกิจ IT กล่าวว่า ไทยควรเปลี่ยนมุมมองในการให้ดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาลงทุนในประเทศ จากการเป็นเจ้าของพื้นที่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือ Landlord Business มาเป็นโอกาสในการสร้าง เศรษฐกิจเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน หรือ Inclusive Economy
ทั้งนี้ มองว่าหากเน้นเพียงการให้ต่างชาติเช่าพื้น แต่ไม่เร่งพัฒนาบุคลากร ไทยจะตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงของการเป็นเพียงผู้บริโภค โดยไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มจริงต่อระบบเศรษฐกิจ
นายพงศ์พรหม ยกกรณีศึกษาเมืองอิสกันดาร์ ประเทศมาเลเซีย ที่สามารถดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และบริการซอฟต์แวร์ จนสามารถดัน จีดีพีของประเทศให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็ง
โดยได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม เริ่มจากการปฏิรูปการศึกษาและยกระดับบุคลากร ผ่านการปรับระบบการศึกษาให้สอดรับกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เร่งสร้างผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และนวัตกรคนไทย แทนที่จะผลิตเพียงผู้ใช้บริการ
นอกจากนี้ รัฐต้องสนับสนุนระบบนิเวศทางเทคโนโลยีผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการเปิดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) เช่น การเปิดโอกาสให้เอกชนนำ AI เข้าไปทดลองก่อนใช้งานจริง
พร้อมกันนี้ภาครัฐต้องเลิกทำงานแบบแยกส่วน โดยกระทรวงดีอี กระทรวงอว. กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรม ควรประสานความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น
ชูยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ยกระดับ AI Model สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
ด้านนางสาวอภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI กล่าวว่า การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องสร้างการต่อยอดมูลค่าเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้สูงสุด
โดยมองว่า ไทยจะต้องดึงมูลค่าจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อขยับขึ้นไปสู่การสร้างโมเดลเอไอ และแอปพลิเคชัน (AI Model & Application) รวมถึงเชื่อมโยง SME ให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ
ดังนั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565 – 2570 หรือ ร่างแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ เพื่อวางกรอบ 4 เสาหลัก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่
- Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานซึ่งเน้นการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรม 5 ขั้น ได้แก่ Energy, Chips, Data Center, AI Model, Application ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์จัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับกลางที่จำเป็น
- Trust ความเชื่อมั่นและการกำกับดูแล โดยมุ่งสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนเพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการสื่อสารกลไกรักษาความปลอดภัย และการควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ในการนี้ปัจจุบันบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์มีคณะอนุกรรมการ 4 ชุดเข้ามาดูแลครอบคลุมด้าน ผังเมือง, ไฟฟ้าและน้ำ, สิ่งแวดล้อม และการบูรณาการข้อมูล โดยอิงมาตรฐานสากลควบคู่กับบริบทของประเทศ เช่น การเว้นระยะห่างจากโรงเรียน โรงพยาบาล หรือศาสนสถาน
- Human Capital การพัฒนากำลังคนผ่านการผนึกกำลังร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมใช้งานจริงโดยเน้นระดับสายอาชีพ (ปวช.) และกลุ่มที่ปฏิบัติงานได้ทันที
- Value Creation การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจด้วยต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดอุตสาหกรรมจริง ขยับไปสร้างมูลค่าในระดับสากล พร้อมสร้างห่วงโซ่อุปทาน และใช้วัตถุดิบในประเทศ ในประเทศให้ได้มากที่สุด





