"ดีป้า" กางแผนยกระดับแรงงาน-ซอฟต์แวร์ไทย รับคลื่นลงทุน Data Center ชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนตึก Server เป็น New S-Curve เศรษฐกิจดิจิทัล
KEY POINTS
- ดีป้าชี้ 3 อุปสรรคสำคัญที่ต้องปลดล็อกเพื่อให้ธุรกิจและซอฟต์แวร์ไทยเติบโตไปกับ Data Center ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่น การสนับสนุนเงินทุน และการพัฒนากำลังคน
- ผลักดันซอฟต์แวร์ไทยโดยการยกระดับมาตรฐานสากล (ISO) เพื่อสร้างความไว้วางใจ และสร้างมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการขยายตลาดสู่กลุ่มประเทศ CLMV โดยใช้ Data Center ในไทยเป็นฐานให้บริการ
- เร่งพัฒนากำลังคนให้พร้อมสำหรับสายอาชีพใน Data Center โดยร่วมมือกับสถาบันอย่าง Uptime Institute เพื่อกำหนดเส้นทางอาชีพ และ Upskill แรงงานระดับ ปวช.-ปริญญาตรี ให้ได้รับใบรับรองมาตรฐานสากล
- ชี้ทักษะภาษาอังกฤษเป็น "ทักษะวิกฤต" ที่ต้องเร่งพัฒนา พร้อมตั้งเป้าหมายส่งออกบุคลากรทักษะสูงให้สามารถทำงานใน Data Center ได้ทั่วโลก
- แก้ปัญหาคุณภาพข้อมูล (Data Quality) และระบบนิเวศที่ยังไม่เชื่อมโยง โดยดีป้าทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้ผลิตเทคโนโลยีไทยกับภาคธุรกิจ SME เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก Data Center ภายในประเทศ
ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (DEPA) กล่าวในเวที Nation Forum 2027 หัวข้อ DATA CENTER จัดโดย Nation Group ว่า กระแสการลงทุนจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้จะเป็น Miracle ของเศรษฐกิจไทย หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บ Server โดยสิ้นเปลืองน้ำและพลังงานไฟฟ้า จนส่งผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าของคนไทย
ทั้งนี้ Data Center เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐาน หรือถนนที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะนำรถแบบไหนมาวิ่งบนถนนเส้นนี้ และจะนำ Data Center ไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้าง Digital Economy ได้อย่างไร
หากประเทศไทยทำหน้าที่เพียงแค่ให้ต่างชาตินำข้อมูลมาจัดเก็บไว้ โดยคนไทยไม่ได้เข้าถึงหรือใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add Value) การมี Data Center ก็จะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร แต่ในทางกลับกัน หากนำมาใช้อย่างชาญฉลาด จะเป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงและต้องการค่าความหน่วงต่ำ (Low Latency)
เช่น อุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom), ภาคการเงิน (Finance), ระบบยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Vehicles) รวมถึงอุตสาหกรรมเกม ที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 3,000–4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้ข้อมูลจาก Data Center เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจได้จริง
ชี้ Data Quality และ Ecosystem คือโจทย์ใหญ่
แม้การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ในปัจจุบันจะไม่มีปัญหาอุปสรรค แต่จากการสำรวจความพร้อมขององค์กรธุรกิจ (Enterprise) ในประเทศไทย กลับพบสัญญาณเตือนว่า ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียง 50% เท่านั้น
ดร.ปรีสาร กล่าวว่า ปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่อง คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) ที่จะนำมาใช้ต่อยอด และปัญหาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ยังขาดความเชื่อมโยงอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งดีป้ากำลังเร่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ผลิตเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สัญชาติไทย กับผู้รับบริการที่เป็นภาค SME เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
3 คอขวดปลดล็อกภาคธุรกิจ "Trust-ทุน-กำลังคน"
เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย สามารถเติบโตควบคู่ไปกับคลื่น Data Center ได้ ดีป้า ได้วางแนวทางแก้ไขอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.) การสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่มักเลือกใช้ซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเนื่องจากความไว้วางใจ ดีป้าจึงเข้าไปยกระดับและผลักดันมาตรฐานระดับสากล เช่น มาตรฐาน ISO ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการดิจิทัลและ SME ไทยได้รับความไว้วางใจและเกิดการปรับตัว (Digital Transformation)
2.) การสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้น (Initial Investment) เนื่องจากเทคโนโลยีมีต้นทุนการลงทุนที่สูง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยสนับสนุนในลักษณะ Co-funding หรือการอุดหนุนครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) พร้อมผนึกกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี
3.) การพัฒนาและยกระดับกำลังคน (Workforce Upskill/Reskill) แรงงานในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ทำงานมานานนับสิบปี เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีจะเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบอาชีพ ภาครัฐจึงเร่งส่งเสริมการ Upskill/Reskill ด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัล โดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจให้แก่ภาคเอกชนที่นำบุคลากรเข้ารับการอบรม
ดันซอฟต์แวร์ไทยบุก CLMV ท่ามกลางคลื่น Geopolitics
ดร.ปรีสาร กล่าวเน้นย้ำว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมดิจิทัลและซอฟต์แวร์ในปัจจุบันเป็นแบบไร้พรมแดน และมีการอุดหนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีในทุก sector ทั่วโลก ซึ่งตลาดในประเทศไทยที่มีประชากรราว 70 ล้านคนนั้น ไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในอนาคต
ภาครัฐจึงต้องสร้าง มาตรการจูงใจ (Incentive) เพื่อให้ผู้ประกอบการดิจิทัลไทยสามารถขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ โดยเริ่มต้นจากกลุ่มประเทศ CLMV (ลาว, กัมพูชา, เมียนมา) โดยใช้ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและให้บริการ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เช่น ความกังวลว่าข้อมูลจะไหลไปสู่ประเทศคู่แข่งหรือประเทศที่มีข้อขัดแย้ง ภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดกฎระเบียบ (Regulations & Rules) ที่มีความชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจ
ผนึก Uptime Institute ภาษาอังกฤษดันแรงงานไทย
ในด้านการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ ดร.ปรีสาร ยอมรับว่า บุคลากรไทยในปัจจุบันยังไม่มีความพร้อมเต็มที่ สำหรับสายอาชีพใหม่ใน Data Center ดีป้าจึงได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสถาบันมาตรฐานระดับโลกอย่าง Uptime Institute เพื่อกำหนดเส้นทางอาชีพ (Career Path) และมาตรฐานวิชาชีพ (Certify Body) เช่น ตำแหน่ง Engineering Manager
สำหรับแนวทางการพัฒนาแรงงานไทย ประกอบด้วย
1. สร้างความเชี่ยวชาญให้ระดับ ปวช. - ปวส. - ปริญญาตรี แม้ผู้จบการศึกษาระดับ ปวช., ปวส. และปริญญาตรี จะมีองค์ความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว แต่ต้องนำมาเข้ากระบวนการ Upskill เพิ่มเติม เพื่อให้ได้รับใบรับรองมาตรฐานสากล (Global Certification) ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
2. ภาษาอังกฤษคือทักษะวิกฤต (Critical Skill) อุปสรรคสำคัญที่สุดของแรงงานไทยในปัจจุบันคือทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งหากขาดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษจะไม่สามารถทำงานในระดับสากลได้
3. เป้าหมายการส่งออกบุคลากรทักษะสูง (Talent Export) ดีป้าวางเป้าหมายยกระดับคนไทยให้ไม่เพียงแต่ทำงานตอบสนองตลาดในประเทศเท่านั้น แต่สามารถออกไปให้บริการ (Service) และทำงานใน Data Center ได้ทั่วโลก เช่นเดียวกับการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) และ Content ของไทย
"หัวใจสำคัญของการพัฒนา Data Center ไม่ใช่แค่การสร้างตึกแล้วให้ต่างชาตินำข้อมูลมาใส่ไว้ แต่คือการทำให้คนไทย ซอฟต์แวร์ไทย และแรงงานไทย สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้ต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเติบโตไปในระดับสากลได้อย่างแท้จริง" ดร.ปรีสาร กล่าว





