"กัลฟ์" กางยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูล รุดเคลียร์ 3 ปมดราม่า "น้ำ-ไฟ-ความปลอดภัย" ชี้ไทยขาดดุลบริการดิจิทัลเดือนละ 3 หมื่นล้าน ย้ำ Data Center คืออธิปไตย AI และความมั่นคงประเทศ
KEY POINTS
- นายสมิทธ์ พนมยงค์ จากกัลฟ์ ชี้แจง 3 ข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ Data Center ได้แก่ 1) การใช้น้ำ ซึ่งยืนยันว่าพื้นที่ EEC มีน้ำเหลือใช้มหาศาล ไม่เกิดปัญหาแย่งน้ำ 2) การใช้พลังงาน ที่การรวมศูนย์มีประสิทธิภาพกว่า และ 3) ความปลอดภัยของถังน้ำมันสำรอง ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติเหมือนอาคารสูงทั่วไป
- เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลบริการดิจิทัล (Digital Service Deficit) ทำให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 30,000 ล้านบาททุกเดือน จากการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ โฆษณาออนไลน์ และบริการสตรีมมิ่ง
- การผลักดันให้มี Data Center ในประเทศจะช่วยลดการขาดดุลดังกล่าวได้มหาศาล แม้ต้องใช้พลังงานในประเทศ แต่คุ้มค่ากว่าการนำเข้าบริการดิจิทัลสำเร็จรูปจากต่างประเทศ
- การมี Data Center ในไทยยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนด้วยแผนพลังงานสะอาด
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในเวที Nation Forum 2027 หัวข้อ DATA CENTER จัดโดย Nation Group ว่า สังคมควรทำความเข้าใจรูปแบบของ Data Center อย่างถูกต้อง โดยแท้จริงแล้ว Data Center คืออาคารปรับอากาศรวมศูนย์ ที่นำเครื่องคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์จากหลายบริษัทมารวมไว้ในจุดเดียว ซึ่งการรวมศูนย์เช่นนี้ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากกว่าการที่แต่ละบริษัทแยกทำห้องคอมพิวเตอร์ของตนเอง เนื่องจากใช้ระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
สำหรับข้อกังวลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.) การใช้น้ำ มีความเข้าใจผิดโดยนำบริบทของต่างประเทศ เช่น พื้นที่ทะเลทรายในสหรัฐฯ มาเปรียบเทียบ แต่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย มีปริมาณน้ำมากถึง 10,000–12,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยภาคเกษตรใช้เพียง 2,000 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรมใช้ 500 ล้าน ลบ.ม. และครัวเรือนใช้ 300 ล้าน ลบ.ม. รวมแล้วใช้น้อยกว่า 3,000 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลือกว่า 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตรถูกปล่อยทิ้งลงทะเลทุกปี จึงไม่มีปัญหาการแย่งน้ำกับประชาชน
2.) การใช้พลังงาน การนำระบบคอมพิวเตอร์มารวมศูนย์ช่วยบริหารจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพและประหยัดกว่าการกระจายตัวทำห้องเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม
3.) ความปลอดภัยและถังน้ำมันฉุกเฉิน สังคมวิตกกังวลเรื่องถังน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟสำรอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่างสยามพารากอนหรืออาคารสูงในเมืองต่างก็มีเครื่องปั่นไฟและถังน้ำมันสำรองใต้ดินเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยปกติ
ยันมี Data Center ในประเทศคุ้มกว่านำเข้า
ทั้งนี้ ข้อมูลทางเศรษฐกิจพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Adoption) สูงมาก ทั้งการใช้ Mobile Banking, E-commerce, Digital Payment และความบันเทิงสตรีมมิ่ง ทว่า จากการวิเคราะห์ตัวเลขดุลการค้าและบริการ พบว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับการขาดดุลบริการดิจิทัล (Digital Service Deficit) ส่งออกเงินออกนอกประเทศถึงเดือนละประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 30,000 ล้านบาททุก ๆ เดือน
อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนนี้จ่ายไปกับค่าซอฟต์แวร์องค์กร เช่น SAP, Oracle และ Microsoft ค่าโฆษณาออนไลน์ของแม่ค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น TikTok, Instagram และค่าบริการสตรีมมิ่ง การมี Data Center ตั้งอยู่ในประเทศไทย แม้จะต้องใช้พลังงานในประเทศ แต่ก็ยังสูญเสียเงินออกนอกประเทศน้อยกว่าการนำเข้าบริการดิจิทัลสำเร็จรูปจากต่างประเทศหลายเท่าตัว อีกทั้ง ยังช่วยลดความล่าช้า (Latency) ในการเชื่อมต่อข้อมูล ทำให้การทำธุรกรรมและการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจแล้ว ความมั่นคงทางเทคโนโลยีและอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ก็สำคัญ จากบทเรียนในอดีตกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งส่งผลให้ระบบซอฟต์แวร์ที่เก็บข้อมูลไว้ต่างประเทศพังเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้นานถึง 3 เดือน
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือปัญหาการปิดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีจากประเทศมหาอำนาจ การมีโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และการเก็บรักษาข้อมูลไว้ภายในประเทศ จะเป็นหลักประกันสำคัญทั้งด้านอธิปไตยข้อมูล ความมั่นคงของชาติ และความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจในอนาคต
PDP 2026 ขุมพลังงานสะอาด ชนะคู่แข่งอาเซียน
ในมิติความพร้อมด้านพลังงาน จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ได้เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดขึ้นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ที่ยังคงพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสูงถึงประมาณ 50% ซึ่งปล่อยคาร์บอนมากกว่าก๊าซธรรมชาติ 2.2–2.5 เท่า ประเทศไทยจึงมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาดในการดึงดูดการลงทุนจาก Big Tech ระดับโลก
นอกจากนี้ การขยายตัวของ Data Center ยังช่วยยกระดับทรัพยากรบุคคลและ Supply Chain ของไทย โดยวิศวกรและช่างเทคนิคในสาขาเครื่องกล ไฟฟ้า และระบบควบคุม ได้รับการพัฒนาทักษะผ่านการทำงานจริง (On-the-job training) เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ และเกิดการแข่งขันจ้างงานที่ดันให้รายได้ของแรงงานทักษะสูงในไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
"หากทุกภาคส่วนในสังคมมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่, SMEs และผู้ใช้บริการ สามารถนำโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add Value) ได้ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต"





