"บีโอไอ" เปิดยุทธศาสตร์ "Data Center" หัวเจาะใหม่เศรษฐกิจดิจิทัล-AI ดันไทยปักหมุดฮับอาเซียน ยันไม่ใช่แค่ "โกดังเก็บข้อมูล" แต่เป็นเค้กก้อนโตอุ้ม ซัพพลายเชน-พลังงานสะอาด-คนรุ่นใหม่
KEY POINTS
- บีโอไอมอง Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่สมบูรณ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจใหม่ (Digital & AI Economy)
- การลงทุน Data Center สร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่ซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ไฮเทคในไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในหลายชิ้นส่วน เช่น AI Server, HDD, PCB และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง
- บีโอไอเร่งพัฒนาบุคลากรโดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สจล. เปิดหลักสูตรวิศวกรรม Data Center แห่งแรก พร้อมกำหนดเงื่อนไขจ้างงานคนไทยในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ
- ความต้องการพลังงานสะอาด 100% ของ Data Center เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนากลไกพลังงานสะอาดยุคใหม่ (UGT และ Direct PPA) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกอุตสาหกรรมในประเทศ
- รัฐบาลเตรียมยกระดับ Data Center เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมวางกรอบกำกับดูแล 4 ด้าน ได้แก่ ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ผังเมือง และการสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) กล่าวในเวที Nation Forum 2027 หัวข้อ DATA CENTER จัดโดย Nation Group ว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ถนน ท่าเรือ สนามบิน และระบบไฟฟ้า ในวันนี้ โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้งไปสู่เศรษฐกิจใหม่ (Digital & AI Economy) ซึ่งหัวใจสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เปรียบเสมือนถนนยุคใหม่
แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายส่งเสริม Data Center มาไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยี AI และปริมาณข้อมูลมหาศาล ทำให้ขนาด (Scale) ของ Data Center ในปัจจุบันขยายใหญ่ขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก บีโอไอจึงไม่ได้มอง Data Center เป็นเพียงตัวอาคารหรือโกดังเก็บข้อมูล แต่มองเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่สมบูรณ์
ระบบนิเวศนี้ครอบคลุม 5 เลเยอร์สำคัญ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน (SH Data Center) ไปจนถึง AI Model และการประยุกต์ใช้งานในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการผลิต ภาคการเงิน และระบบสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพและการให้บริการของทุกภาคส่วนในประเทศ
เปิดขุมทรัพย์ ซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ไฮเทค
ต่อข้อสงสัยที่ว่าการลงทุน Data Center จะนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศเป็นหลักจนประเทศไม่ได้ประโยชน์ นายนฤตม์ กล่าวชี้แจงว่า แท้จริงแล้ว Data Center เป็นธุรกิจที่มีซัพพลายเชน (Supply Chain) ขนาดใหญ่และเชื่อมโยงสูงมาก ซึ่งประเทศไทยมีฐานการผลิตและได้รับอานิสงส์โดยตรงอย่างมหาศาล ได้แก่
1. AI Server ผู้ผลิต Server ระดับโลกมีโรงงานขนาดใหญ่ในไทยเพื่อผลิตป้อนตลาดทั่วโลก
2. ระบบเก็บข้อมูล (Storage / HDD) Data Center ใช้ Hard Disk Drive (HDD) ในการเก็บข้อมูลไม่ต่ำกว่า 70% ซึ่งผู้ผลิต HDD อันดับ 1 และ 2 ของโลกมีฐานการผลิตหลักตั้งอยู่ในประเทศไทย
3. อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) เนื่องจากข้อจำกัดของการส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลด้วยไฟฟ้า จึงต้องใช้การส่งด้วยแสง ซึ่งผู้ผลิตระดับโลกมีฐานการผลิตหลักที่ จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างงานในระบบแล้วกว่า 30,000 ตำแหน่ง
4. ชิปและโมดูลพลังงาน ล่าสุดบริษัทอันดับ 1 จากเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปและโมดูลพลังงาน ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย
5. แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก โดยโรงงาน PCB กำลังขยายการลงทุนในเฟส 2 และเฟส 3 เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ยังรวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (IC Assembly & Test), ระบบทำความเย็น (Cooling System), ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์เครือข่าย (Networking) เป็นต้น
เร่งสร้าง "คน" รองรับอุตสาหกรรมอนาคต
ในด้านกำลังคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขในมาตรการส่งเสริมการลงทุนว่า หากเป็นตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหาร จะต้องมีการจ้างงาน คนไทยอย่างน้อย 50% พร้อมมีโปรแกรมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาคน
นอกจากนี้ บีโอไอได้ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในการผลิตวิศวกรเฉพาะทาง โดยล่าสุดสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้เปิดหลักสูตร Data Center Engineering ขึ้นเป็นแห่งแรก เพื่อผลิตวิศวกรสำหรับการวางระบบและบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ ซึ่งจะสร้างโอกาสงานและรายได้ที่สูงขึ้นให้แก่คนรุ่นใหม่
"อีกหนึ่งผลพลอยได้สำคัญจาก Data Center คือการเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกทุกแห่งมีความต้องการใช้พลังงานสะอาด 100%"
จุดเริ่มต้นจากการหารือความต้องการพลังงานสะอาดของ Data Center เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ได้นำไปสู่การพัฒนากลไกพลังงานสะอาดยุคใหม่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ จนเกิดเป็นกลไก Utility Green Tariff (UGT) และ Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แล้ว กลไกเหล่านี้ไม่ได้ใช้เพียงแค่ในธุรกิจ Data Center เท่านั้น แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่ทุกภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถนำไปใช้ได้ในปัจจุบัน
คุมเข้ม 4 มิติ มั่นใจประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด
นายนฤตม์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังยกระดับเรื่อง Data Center ให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) เพื่อวางกรอบและมาตรฐานการกำกับดูแลให้เกิดความมั่นใจใน 4 ด้านสำคัญ คือ
1. ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (Resource Efficiency) กำหนดมาตรฐานการใช้และแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
2. การควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ควบคุมและลดผลกระทบด้านเสียง ความร้อน และของเสีย
3. การจัดทำผังเมืองและที่ตั้ง (Location & Zoning) กำหนดระยะห่างที่เหมาะสมจากชุมชนและสถานที่สำคัญ
4. การสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ (National Benefits) สร้างความมั่นใจว่าเกิดการกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทย ทั้งการจ้างงาน การใช้ซัพพลายเชนในประเทศ และการต่อยอดเทคโนโลยี
"สามเรื่องสำคัญที่เราต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่องการลงทุน เรื่องซัพพลายเชนและคน และเรื่องพลังงานสะอาด เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวสู่จุดสูงสุดอย่างยั่งยืน" นายนฤตม์ กล่าว





