ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ข้อถกเถียงเรื่อง Data Center เป็นหนึ่งในประเด็นที่ผ่านตาเรามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในยุคที่ประเด็นถกเถียงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเลือนรางไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย
เรื่องที่เป็นกระแสให้ถกเถียงมักมีชีวิตบนโลกออนไลน์ไม่นาน ทว่าเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงได้รับการหยิบกลับมาถกเถียงกันชนิดไม่มีทีท่าว่ากระแสนี้จะซาลงไปในเร็ววัน
ผมประเมินเองว่าเนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับหลายเรื่อง ทั้งยังเป็นเรื่องที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่มหลายอุตสาหกรรม ด้านหนึ่งกลุ่มนักลงทุนทั้งอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น นิคมอุตสาหกรรมเอกชน ผู้ประกอบกิจการด้านพลังงาน ผู้รับเหมารายใหญ่ ฯลฯ
ซึ่งคาดเดาได้ว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ก็ออกมาส่งเสริมยกย่องว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเรือธงใหม่ ต่อจากอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่จ้างงานจำนวนมาก
ในอดีตประเทศไทยเป็นฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HDD) มานาน และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เปลี่ยนไปใช้หน่วยความจำโซลิดสเตท (SSD) ตลาด HDD สำหรับผู้บริโภคก็แฟบลง แต่ความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และยิ่งเร่งตัวในช่วงโควิดที่ทุกอย่างย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลจำนวนมาก (นึกถึงการบันทึกการประชุมออนไลน์ของพวกเราไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของ Zoom)
HDD ความจุสูงประเภท enterprise ที่ใช้ใน Data Center จึงกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง การสร้าง Data Center ในประเทศไทยก็จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้
สารพัดข้อดีที่ฝ่ายสนับสนุนยกมาทั้งที่ฟังขึ้นและฟังไม่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จะทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างความได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหลาย รวมทั้ง AI ว่าการมี Data Center ในประเทศไทยจะทำให้เรามีต้นทุนการใช้งานและการพัฒนาที่ถูกลง
ถึงตรงนี้ผมก็สงสัยว่า บริษัทเทคโนโลยีที่เป็นเจ้าของ Data Center ในไทย ซึ่งมาลงทุนโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เขาไปสัญญาตอนไหนว่าจะให้ AI Developer ชาวไทยใช้บริการถูกกว่าคนอื่น หรือผู้ใช้งานที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยในไทย จะเสียค่าคอมมิชชันให้กับ TikTok ถูกกว่าประเทศอื่น เมื่อเรามี Data Center ของ TikTok ในประเทศ
ด้านฝ่ายคัดค้าน ผมประเมินว่ามีเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เป็นที่รู้กันว่า Data Center ใช้ทรัพยากรมาก โดยเฉพาะไฟฟ้า ซึ่งที่มาของไฟฟ้าในไทยเราก็เป็นข้อถกเถียงที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ
เฉพาะโครงการลงทุนใน Data Center ที่ได้รับการอนุมัติโดย BOI ในช่วงปี 2567-2569 ก็มีกำลังประมวลผลรวมราว 3,400 เมกะวัตต์ มากกว่ากำลังผลิตติดตั้งของเขื่อนภูมิพล (ราว 779 เมกะวัตต์) กว่า 4 เท่า และนี่ยังไม่นับไฟฟ้าที่ต้องใช้กับระบบทำความเย็น
Data Center ยังต้องการน้ำ โครงการที่ได้รับการอนุมัติจำนวนมากตั้งอยู่ในจังหวัดทางภาคตะวันออก เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งใครที่อยู่แถวนั้นหรือเคยไปคุยกับชาวบ้านรอบๆ เขตอุตสาหกรรม คงต้องรู้ว่าเขาประสบปัญหาเรื่องน้ำกันมาก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพัฒนาการของ AI มีส่วนโดยตรงกับเรื่องนี้และการถกเถียงในประเด็นนี้ การถกเถียงโดยใช้ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายมีย่อมมีประโยชน์ต่อสาธารณะ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ และการถกเถียงโดยใช้อารมณ์หรือการเคลมโดยปราศจากหลักฐานเป็นเรื่องที่ยากจะทำให้สังคมคล้อยตาม
ผมอยากจะเชิญชวนให้เรามีข้อถกเถียงในประเด็นนี้โดยขยายขอบเขตให้ไปไกลกว่าแค่เรื่อง Data Center โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทานของ AI ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิทัล เริ่มตั้งแต่การสกัด การถลุงแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการได้มาซึ่งวัตถุดิบในการผลิตอุปกรณ์
(บ่อยครั้งทำให้เกิดปัญหามลพิษปนเปื้อน เช่น ที่ใกล้ตัวเราคือเหมืองแร่หายากและเหมืองทองตามแนวชายแดนในเมียนมา ที่ปล่อยสารปนเปื้อนลงแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง จนชาวบ้านแถวนั้นถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้น้ำหรือจับปลามากิน)
การได้มาซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการเทรนโมเดล AI ว่าได้มาอย่างไร ได้มาโดยชอบธรรมหรือไม่ ใครเป็นเจ้าของข้อมูลที่พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมสร้าง ประเด็นจริยธรรม อาทิ การใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการเทรนโมเดลได้กำจัดอคติด้านต่างๆ (โดยเฉพาะในโมเดลภาษา) หรือกำลังผลิตซ้ำการสร้างอคติ การใช้แรงงานอย่างเข้มข้นในการเตรียมข้อมูลเพื่อเทรนโมเดล AI ไปจนถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้ AI
การสร้างสภาพควบคุมผ่านอัลกอริทึมของ AI เพื่อให้แรงงานโดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มต้องทำงานมากขึ้น เปราะบางมากขึ้น หรือการใช้ AI เพื่อหลอกล่อให้บริโภคมากขึ้น ไปจนถึงผลกระทบทางสังคมในระยะยาว
ที่กล่าวมานั้นแค่ยกตัวอย่างนะครับ ยังมีประเด็นอีกมากที่เราสมควรต้องถกเถียง เพราะผลกระทบจากประเด็นเหล่านี้เป็นต้นทุนที่เรายังไม่เคยได้คิดเมื่อเราเถียงกันเรื่อง Data Center แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
ระหว่าง 12–15 พฤศจิกายน 2569 ผู้ที่สนใจประเด็นเหล่านี้จากทั่วโลก จะเดินทางมาร่วมถกเถียงพูดคุยประเด็นเหล่านี้ร่วมกัน ที่จุฬาฯ ในงานประชุมนานาชาติ Solidarity AI เราจะมาพูดถึงปัญหาและเสนอทางออกร่วมกัน เพราะเรื่องนี้สำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง นักวิชาการ หรือนักเศรษฐศาสตร์
ผมขอใช้โอกาสนี้เรียนเชิญผู้ที่สนใจ ไม่ว่าคุณจะเรียกตัวเองว่านักอะไร หรือสนใจประเด็นใดเป็นพิเศษ https://platform.coop/events/solidarity-ai/ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อผมได้ที่ [email protected]





