วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

“อีอีซี” เร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน มั่นใจน้ำ-ไฟ พร้อมรับ Data Center อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ชูระบบน้ำ-ไฟฟ้าอัจฉริยะ-ขนส่ง พร้อมรับมือวิกฤตภูมิอากาศ “กฟผ.-กฟภ.” เร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า “รฟท.” ดันแผนสำรองรถไฟทางคู่รองรับดีมานด์ลงทุนระยะยาว “การท่าเรือฯ” เปิดคืบหน้าสร้างแหลมฉบัง 3

KEY POINTS

  • EEC กำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบน้ำและไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก
  • สทนช. และ สกพอ. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำถึงปี 2580 พร้อมกำหนดมาตรการบังคับให้ Data Center ต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำอย่างน้อย 25%
  • ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ Data Center 22 รายในนิคมอุตสาหกรรม แจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้ารวม 2,100 เมกะวัตต์ และความต้องการใช้น้ำรวม 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • กฟผ. มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ EEC อีก 4,200 เมกะวัตต์ และเตรียมลงทุนระบบสายส่ง 31,000 ล้านบาท พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในระยะยาว
  • กฟภ. ชี้ว่าระบบไฟฟ้าเดิมใกล้เต็มศักยภาพ จึงเสนอให้ผู้ประกอบการ Data Center ร่วมบริหารความเสี่ยงผ่านการค้ำประกันการใช้ไฟหรือร่วมลงทุน เพื่อขยายระบบรองรับความต้องการในอนาคต

สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษ (สกพอ.) ร่วมกับเนชั่นกรุ๊ป จัดงาน “Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง” เพื่อนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า การผลักดัน EEC ให้ก้าวสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการแผนงานหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน 

ทั้งนี้ EEC ต้องจัดทำผังเมืองและผังโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อระบุพิกัดและรายละเอียดเชิงพื้นที่ โดยมีโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง (เฟส 3), ท่าเรือมาบตาพุด (เฟส 3), ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

“EEC ต้องปรับตัว ทั้งในยุคปัจจุบันและอนาคต โดยมองยาวไปจนถึงปี 2580 โครงสร้างพื้นฐานจะถูกยกระดับให้ครอบคลุมและให้ความสำคัญกับ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง Data Center ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่”

ขณะที่ไทยในฐานะเป้าหมายการลงทุนแม้ในอนาคตผู้ใช้งานบางส่วนอาจเลือกย้ายไปประเทศอื่นที่พร้อมด้านสาธารณูปโภค แต่ไทยมีโอกาสเติบโตในฐานะฐานรองรับเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ ไฟฟ้าคือรากฐานของทุกสิ่ง การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและน้ำประปาให้รองรับความต้องการระยะยาวเป็นโจทย์เร่งด่วน

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

“สทนช.” เร่งแผนแม่บทแก้วิกฤติน้ำตึงตัว

นางพัชรวีร์ สุวรรณนิก รองเลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.ร่วมมือกับ สกพอ.ขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2580 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และรักษาคุณภาพน้ำ มีเป้าหมายเพิ่มแหล่งน้ำและเพิ่มปริมาณต้นทุนน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับอัตราการเติบโต

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC โดยเฉพาะ Data Center ต้องการใช้น้ำปริมาณมากเพื่อการระบายความร้อน ซึ่งปริมาณน้ำขึ้นกับเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่เลือกใช้ 

สำหรับกรณีใช้ระบบเปิดจะมีอัตราการใช้น้ำมากกว่าระบบปิดถึง 10 เท่า จึงกำหนดมาตรการบังคับสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หรือ Data Center ที่ตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำอย่างน้อย 25% ของปริมาณน้ำที่นำเข้าไปทั้งหมดเพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและเกิดความยั่งยืนสูงสุด

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

“ฐานห่วงโซ่อุปทาน” เสน่ห์ดึงลงทุนใน EEC

นายธีรวุฒิ เจริญสุข รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการ Data Center มาตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรม 22 ราย โดยแจ้งความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านระบบ กนอ.รวมกันสูงถึง 2,100 เมกะวัตต์ และแจ้งความต้องการใช้น้ำรวม 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการ Data Center เปิดดำเนินการ 8 ราย มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริง 420 เมกะวัตต์ และใช้น้ำจริง 10,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

“ก่อนที่ กนอ.จะอนุมัติ ตั้งโรงงานหรือ Data Center จะตรวจสอบปริมาณน้ำที่จ่ายได้จริงในนิคมอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบกรอบ EIA ที่บังคับเสมือนมีถังน้ำกักเก็บแล้วหักยอดตามจริงเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำเพียงพอ”

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

จ่อเพิ่มไฟฟ้าใน EEC อีกกว่า 4,200 เมกะวัตต์

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.แบ่งพื้นที่รองรับความต้องการไฟฟ้า EEC 2 โซน ได้แก่ พื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ จ.ชลบุรี-ระยอง โดยมีแผนเพิ่มโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซนบางปะกง 1,400 เมกะวัตต์ และระยอง 2,800 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้า กฟผ.และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP)

“กฟผ.มีแผนลงทุนระบบสายส่งเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าใน EEC ให้ครบ 4,000 เมกะวัตต์ ราว 31,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้จ่ายไฟฟ้าโดยตรงแก่ Data Center ผ่านระบบไฟฟ้าแรงสูง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการโครงข่ายที่มีความมั่นคงสูง ส่วนระยะยาว กฟผ.และ สกพอ.ศึกษาความเป็นไปได้ พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นทางเลือกผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีเสถียรภาพ โดยร่าง PDP2026 บรรจุไว้ 9,000 เมกะวัตต์

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

โครงข่าย EEC เดิมยอดจองเต็มเพดาน

นายทรงวุฒิ ขันดี ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ความพร้อมระบบไฟฟ้าใน 3 จังหวัด EEC เป็นพื้นที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ 

ทั้งนี้ ศักยภาพระบบไฟฟ้าที่ปรับปรุงรองรับ Data Center ระยะแรกได้เพียง 16 โครงการ และเริ่มเต็มศักยภาพระบบเดิม โดยการขยายระบบเพิ่ม ต้องมีความชัดเจนของปริมาณการใช้ไฟจริง ซึ่ง กฟภ.เสนอเปลี่ยนรูปแบบจากให้ผู้ประกอบการเป็นผู้จ่ายค่าไฟ เป็นผู้ร่วมบริหารความเสี่ยงผ่านกลไกหลักประกันการใช้ไฟหรือการร่วมลงทุนในระบบไฟฟ้า 

"ผู้ประกอบการต้องมีส่วนร่วมบริหารความเสี่ยงปริมาณไฟที่ขอ จากเดิมอาจใช้จริง 50-70% จะขยับเป็น 80-100% และ กฟภ.เตรียมกรอบวงเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อเสนอทันทีเมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดสรรไฟฟ้า Data Center”

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

“รฟท.” เร่งแผนสำรองไฮสปีด 3 สนามบิน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางใน EEC แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 

1. การขนส่งสินค้าผ่านรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเชื่อมโยงเส้นทางคลองสิบเก้า-แก่งคอย รวมถึงการเชื่อมต่อสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบัง

2. การพัฒนาระบบขนส่งผู้โดยสาร โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเดือน ต.ค.2562 แต่ประสบปัญหาจากโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้เอกชนเสนอแก้ไขสัญญา

“รฟท. เจรจากับเอกชนแล้ว 1 ครั้ง และอยู่ระหว่างรอคำตอบ โดยกระบวนการเจรจาตามสัญญากำหนดกรอบเวลา 60 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2569 คาดว่าจะชัดเจนก่อนปีใหม่”

นายอนันต์ กล่าวว่า หากโครงการไฮสปีดเทรนยังไม่สามารถเดินหน้าได้ รฟท.เตรียมแผนรองรับ 2 แนวทาง ได้แก่ การยกระดับรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร รองรับความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากปัจจุบันที่เดินรถสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเปิดให้เอกชนเช่าใช้โครงข่ายเพื่อเดินรถ

EEC เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ‘น้ำ-ไฟ’ พร้อมรับ Data Center

“แหลมฉบัง” ใกล้เต็มขีดความสามารถ

นางสาวนัฐอนันตา จินดาพงศ์เจริญ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า แผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง 3 จะมีท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ความยาวมากขึ้นรองรับเรือขนส่งขนาดใหญ่ มีตู้สินค้า 15,000 ทีอียู และมีรถไฟเข้าพื้นที่หลังท่าเรือ 2 ส่วน รับนโยบายรัฐบาลที่กำหนดเป้าหมายลดการขนส่งทางถนน เพิ่มขนส่งสินค้าทางราง 30% 

ซึ่งกรอบการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง 3 จะเปิดในปี 2570 แต่เนื่องจาก กทท.มีหน้าที่ส่งมอบโครงการ แต่งานจ้างเหมาถมทะเล กำหนดการถมทะเลยังไม่สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนกับ GPC ทำให้ตอนนี้ยังต้องหารือร่วมกับเอกชนถึงวิธีการดำเนินการ ใช้วิธีการใดในการปรับปรุงพื้นที่ถมทะเล ซึ่งต้องเสนอไปที่บอร์ด กทท. คณะบริหารสัญญา และ EEC