“อีอีซี” เร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน มั่นใจน้ำ-ไฟ พร้อมรับ Data Center อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ชูระบบน้ำ-ไฟฟ้าอัจฉริยะ-ขนส่ง พร้อมรับมือวิกฤตภูมิอากาศ “กฟผ.-กฟภ.” เร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า “รฟท.” ดันแผนสำรองรถไฟทางคู่รองรับดีมานด์ลงทุนระยะยาว “การท่าเรือฯ” เปิดคืบหน้าสร้างแหลมฉบัง 3
KEY POINTS
- EEC กำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบน้ำและไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก
- สทนช. และ สกพอ. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำถึงปี 2580 พร้อมกำหนดมาตรการบังคับให้ Data Center ต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำอย่างน้อย 25%
- ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ Data Center 22 รายในนิคมอุตสาหกรรม แจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้ารวม 2,100 เมกะวัตต์ และความต้องการใช้น้ำรวม 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
- กฟผ. มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ EEC อีก 4,200 เมกะวัตต์ และเตรียมลงทุนระบบสายส่ง 31,000 ล้านบาท พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในระยะยาว
- กฟภ. ชี้ว่าระบบไฟฟ้าเดิมใกล้เต็มศักยภาพ จึงเสนอให้ผู้ประกอบการ Data Center ร่วมบริหารความเสี่ยงผ่านการค้ำประกันการใช้ไฟหรือร่วมลงทุน เพื่อขยายระบบรองรับความต้องการในอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษ (สกพอ.) ร่วมกับเนชั่นกรุ๊ป จัดงาน “Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง” เพื่อนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า การผลักดัน EEC ให้ก้าวสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการแผนงานหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน
ทั้งนี้ EEC ต้องจัดทำผังเมืองและผังโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อระบุพิกัดและรายละเอียดเชิงพื้นที่ โดยมีโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง (เฟส 3), ท่าเรือมาบตาพุด (เฟส 3), ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
“EEC ต้องปรับตัว ทั้งในยุคปัจจุบันและอนาคต โดยมองยาวไปจนถึงปี 2580 โครงสร้างพื้นฐานจะถูกยกระดับให้ครอบคลุมและให้ความสำคัญกับ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง Data Center ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่”
ขณะที่ไทยในฐานะเป้าหมายการลงทุนแม้ในอนาคตผู้ใช้งานบางส่วนอาจเลือกย้ายไปประเทศอื่นที่พร้อมด้านสาธารณูปโภค แต่ไทยมีโอกาสเติบโตในฐานะฐานรองรับเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ ไฟฟ้าคือรากฐานของทุกสิ่ง การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและน้ำประปาให้รองรับความต้องการระยะยาวเป็นโจทย์เร่งด่วน
“สทนช.” เร่งแผนแม่บทแก้วิกฤติน้ำตึงตัว
นางพัชรวีร์ สุวรรณนิก รองเลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.ร่วมมือกับ สกพอ.ขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2580 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และรักษาคุณภาพน้ำ มีเป้าหมายเพิ่มแหล่งน้ำและเพิ่มปริมาณต้นทุนน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับอัตราการเติบโต
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC โดยเฉพาะ Data Center ต้องการใช้น้ำปริมาณมากเพื่อการระบายความร้อน ซึ่งปริมาณน้ำขึ้นกับเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่เลือกใช้
สำหรับกรณีใช้ระบบเปิดจะมีอัตราการใช้น้ำมากกว่าระบบปิดถึง 10 เท่า จึงกำหนดมาตรการบังคับสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หรือ Data Center ที่ตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำอย่างน้อย 25% ของปริมาณน้ำที่นำเข้าไปทั้งหมดเพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและเกิดความยั่งยืนสูงสุด
“ฐานห่วงโซ่อุปทาน” เสน่ห์ดึงลงทุนใน EEC
นายธีรวุฒิ เจริญสุข รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการ Data Center มาตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรม 22 ราย โดยแจ้งความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านระบบ กนอ.รวมกันสูงถึง 2,100 เมกะวัตต์ และแจ้งความต้องการใช้น้ำรวม 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการ Data Center เปิดดำเนินการ 8 ราย มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริง 420 เมกะวัตต์ และใช้น้ำจริง 10,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
“ก่อนที่ กนอ.จะอนุมัติ ตั้งโรงงานหรือ Data Center จะตรวจสอบปริมาณน้ำที่จ่ายได้จริงในนิคมอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบกรอบ EIA ที่บังคับเสมือนมีถังน้ำกักเก็บแล้วหักยอดตามจริงเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำเพียงพอ”
จ่อเพิ่มไฟฟ้าใน EEC อีกกว่า 4,200 เมกะวัตต์
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.แบ่งพื้นที่รองรับความต้องการไฟฟ้า EEC 2 โซน ได้แก่ พื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ จ.ชลบุรี-ระยอง โดยมีแผนเพิ่มโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซนบางปะกง 1,400 เมกะวัตต์ และระยอง 2,800 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้า กฟผ.และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP)
“กฟผ.มีแผนลงทุนระบบสายส่งเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าใน EEC ให้ครบ 4,000 เมกะวัตต์ ราว 31,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้จ่ายไฟฟ้าโดยตรงแก่ Data Center ผ่านระบบไฟฟ้าแรงสูง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการโครงข่ายที่มีความมั่นคงสูง ส่วนระยะยาว กฟผ.และ สกพอ.ศึกษาความเป็นไปได้ พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นทางเลือกผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีเสถียรภาพ โดยร่าง PDP2026 บรรจุไว้ 9,000 เมกะวัตต์
โครงข่าย EEC เดิมยอดจองเต็มเพดาน
นายทรงวุฒิ ขันดี ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ความพร้อมระบบไฟฟ้าใน 3 จังหวัด EEC เป็นพื้นที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ
ทั้งนี้ ศักยภาพระบบไฟฟ้าที่ปรับปรุงรองรับ Data Center ระยะแรกได้เพียง 16 โครงการ และเริ่มเต็มศักยภาพระบบเดิม โดยการขยายระบบเพิ่ม ต้องมีความชัดเจนของปริมาณการใช้ไฟจริง ซึ่ง กฟภ.เสนอเปลี่ยนรูปแบบจากให้ผู้ประกอบการเป็นผู้จ่ายค่าไฟ เป็นผู้ร่วมบริหารความเสี่ยงผ่านกลไกหลักประกันการใช้ไฟหรือการร่วมลงทุนในระบบไฟฟ้า
"ผู้ประกอบการต้องมีส่วนร่วมบริหารความเสี่ยงปริมาณไฟที่ขอ จากเดิมอาจใช้จริง 50-70% จะขยับเป็น 80-100% และ กฟภ.เตรียมกรอบวงเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อเสนอทันทีเมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดสรรไฟฟ้า Data Center”
“รฟท.” เร่งแผนสำรองไฮสปีด 3 สนามบิน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางใน EEC แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. การขนส่งสินค้าผ่านรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเชื่อมโยงเส้นทางคลองสิบเก้า-แก่งคอย รวมถึงการเชื่อมต่อสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบัง
2. การพัฒนาระบบขนส่งผู้โดยสาร โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเดือน ต.ค.2562 แต่ประสบปัญหาจากโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้เอกชนเสนอแก้ไขสัญญา
“รฟท. เจรจากับเอกชนแล้ว 1 ครั้ง และอยู่ระหว่างรอคำตอบ โดยกระบวนการเจรจาตามสัญญากำหนดกรอบเวลา 60 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2569 คาดว่าจะชัดเจนก่อนปีใหม่”
นายอนันต์ กล่าวว่า หากโครงการไฮสปีดเทรนยังไม่สามารถเดินหน้าได้ รฟท.เตรียมแผนรองรับ 2 แนวทาง ได้แก่ การยกระดับรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร รองรับความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากปัจจุบันที่เดินรถสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเปิดให้เอกชนเช่าใช้โครงข่ายเพื่อเดินรถ
“แหลมฉบัง” ใกล้เต็มขีดความสามารถ
นางสาวนัฐอนันตา จินดาพงศ์เจริญ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า แผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง 3 จะมีท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ความยาวมากขึ้นรองรับเรือขนส่งขนาดใหญ่ มีตู้สินค้า 15,000 ทีอียู และมีรถไฟเข้าพื้นที่หลังท่าเรือ 2 ส่วน รับนโยบายรัฐบาลที่กำหนดเป้าหมายลดการขนส่งทางถนน เพิ่มขนส่งสินค้าทางราง 30%
ซึ่งกรอบการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง 3 จะเปิดในปี 2570 แต่เนื่องจาก กทท.มีหน้าที่ส่งมอบโครงการ แต่งานจ้างเหมาถมทะเล กำหนดการถมทะเลยังไม่สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนกับ GPC ทำให้ตอนนี้ยังต้องหารือร่วมกับเอกชนถึงวิธีการดำเนินการ ใช้วิธีการใดในการปรับปรุงพื้นที่ถมทะเล ซึ่งต้องเสนอไปที่บอร์ด กทท. คณะบริหารสัญญา และ EEC





