วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

สทนช. กางแผนรับ Data Center สั่งขยายน้ำ EEC ดันรีไซเคิล 25%

สทนช. จับมือ EEC เร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทน้ำปี 2563–2580 เติมน้ำต้นทุน 900 ล้าน ลบ.ม. คุมเข้มกลุ่ม Data Center รีไซเคิลน้ำ 25% กางแผนแม่บทน้ำ EEC ปี 63–80 เร่งเติมน้ำต้นทุนรับอุตสาหกรรมไฮเทค

KEY POINTS

  • สทนช. ร่วมมือกับ EEC เร่งรัดแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC เพิ่มอีก 500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center
  • กำหนดมาตรการทางกฎหมายบังคับให้โครงการขนาดใหญ่และ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรมต้องนำน้ำกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำ (Recycle) ไม่น้อยกว่า 25%
  • สนับสนุนให้ Data Center เลือกใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนที่ประหยัดน้ำ เช่น ระบบส่งตรงสู่ชิป (Direct-to-Chip) เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำจำนวนมาก

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเป้าหมายและกลุ่ม Data Center ในพื้นที่ EEC กำลังส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำทวีความตึงตัวอย่างหนัก การวางยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำต้นทุนควบคู่กับการใช้มาตรการทางกฎหมายและเทคโนโลยีการระบายความร้อน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน 

นายพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ เปิดเผยในการเสวนาเรื่อง EEC Never Stops : Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ว่า ได้ร่วมมือกับสำนักงาน EEC ขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่ EEC (ปี 2563–2580) เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และรักษาคุณภาพน้ำ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณน้ำมีความตึงตัวสูงเมื่อเทียบกับความต้องการใช้น้ำ

แผนงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มน้ำต้นทุนรวม 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม. และยังต้องเร่งรัดพัฒนาอีก 500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ Data Center ที่ต้องใช้น้ำระบายความร้อนในปริมาณมาก ซึ่งหากเลือกใช้ระบบส่งตรงสู่ชิป (Direct-to-Chip) จะประหยัดน้ำได้มากกว่าระบบปิดถึงครึ่งหนึ่ง และใช้น้ำน้อยกว่าระบบเปิดถึง 20 เท่า

  • ออกมาตรการบังคับใช้ซ้ำ 25% – ย้ำภาคเกษตรได้รับการยกเว้น

เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ EEC และ สทนช. ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายบังคับให้โครงการขนาดใหญ่และ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรม ต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำ (Recycle) อย่างน้อย 25% ของปริมาณน้ำทั้งหมด

นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเกิน 30,000 ลบ.ม./วัน จะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ส่วนการใช้ที่น้อยกว่านั้นจะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยภาคการเกษตรได้รับการยกเว้น ทั้งการขออนุญาตและการเรียกเก็บค่าใช้น้ำเพื่อลดภาระให้เกษตรกร 

  • ทางรอดต้องใช้ “การจัดการเชิงพื้นที่ + วิศวกรรม”

นายพัชรวีร์ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำมีความซับซ้อนสูงจากผลกระทบของสภาวะโลกร้อน ซึ่งแต่ละพื้นที่ เช่น หาดใหญ่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือลุ่มน้ำน่าน มีกายภาพและความเสี่ยงต่างกัน ไม่สามารถใช้วิธีเดียวครอบคลุมได้ทั้งหมด  ดังนั้นข้อสรุปเชิงนโยบายเพื่อปิดช่องว่างความเสี่ยงในปัจจุบัน ต้องยกระดับระบบคาดการณ์ ต้องแม่นยำ ล่วงหน้า และสะท้อนความเสี่ยงเชิงพื้นที่ได้จริง 

ระบบการแจ้งเตือน ต้องส่งสารเตือนภัยถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและตรงจุด ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง เพื่อวางมาตรการป้องกันและเยียวยาได้ตรงเป้า ในด้านวิศวกรรม แม้การออกแบบโครงสร้างรองรับรอบเกิดซ้ำ 200 ปีจะเป็นมาตรฐานสากล แต่มีต้นทุนสูงมาก จึงต้องผสมผสานระหว่างโครงสร้างทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการจราจรน้ำ ร่วมด้วย 

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วมในมิติเดิมๆ อีกต่อไป แต่คือการบริหารยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การสอดรับระหว่างการเพิ่มน้ำต้นทุน การดึงเทคโนโลยีประหยัดน้ำในอุตสาหกรรม Data Center และการยกระดับระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง