“พลังงาน” เปิดเผยถึงแผนรับมือกองทุนน้ำมัน แบกภาระหนี้สุทธิพุ่งทะลุ 1 แสนล้านบาท คาดราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกทรงตัวสูงลากยาวจนถึงสิ้นปี ดันมาตรการด่วน รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ขอความชัดเจนจากคลัง เร่งเคาะมาตรการภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยพยุงฐานะกองทุนแทน ชี้หากเครื่องมือนี้ไม่ได้ผลจี้ “คลัง” ค้ำเงินกู้
KEY POINTS
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเผชิญภาวะวิกฤติ มีหนี้สินสุทธิกว่า 101,681 ล้านบาท และต้องอุดหนุนราคาพลังงานเฉลี่ยวันละ 276 ล้านบาท จากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัวในระดับสูง
- รัฐบาลส่งสัญญาณไม่ต้องการให้กองทุนน้ำมัน กู้เงินเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลมีภาระหนี้สินในภาพรวมระดับสูงอยู่แล้ว
- กระทรวงพลังงานเสนอให้ใช้มาตรการด้านภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระแทนการกู้เงิน โดยจำเป็นต้องเจรจากับกระทรวงการคลังให้มีความชัดเจนเรื่องการลดหรือเว้นภาษี
- แหล่งข่าวระบุว่า หากภาครัฐไม่ต้องการให้กองทุน กู้เงินเพิ่ม ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยพยุงสถานะของกองทุน เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงทิศทาง และสถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบันว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียด และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จากการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าอุปทานน้ำมันจะยังคงตึงตัวในปีหน้า เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนสงคราม
ทั้งนี้ ส่งผลให้มีการประเมินว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และไม่น่าจะปรับลดลงจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงเกิน 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปจนถึงสิ้นปีนี้
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันเผชิญภาระหนี้สินสุทธิวันที่ 11 ต.ค.2569 แตะระดับกว่า 101,681 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 60,821 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 40,860 ล้านบาท โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมัน ควักเงินอุดหนุนเฉลี่ยวันละ 276 ล้านบาท
ชง 5 มาตรการต่อลมหายใจกองทุน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวกระทรวงพลังงานได้เตรียมนำเสนอ และผลักดัน 5 มาตรการสำคัญ เพื่อบริหารจัดการ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และสถานะกองทุนน้ำมัน ดังนี้
1. การปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันแบบทยอยปรับ (Exit Strategy) สำหรับราคาน้ำมันดีเซล หากมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา จะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นทีละน้อย ไม่เกินครั้งละ 70-80 สตางค์ต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรงแบบฉับพลัน
2. การเจรจาความชัดเจนด้านภาษีสรรพสามิต จำเป็นต้องมีการหารือ และตกลงร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการลดหรือเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รวมถึงการเสนอขอความสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมัน
3. การกำกับดูแลค่าการกลั่น ซึ่งจะยังคงต้องดำเนินมาตรการกำกับ และบริหารจัดการค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
จี้ “สนพ.” ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน
4. การปรับโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ ขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างการเร่งรัดปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงาน และค่าใช้จ่ายส่วนต่างต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ การปรับโครงสร้างนี้คาดว่าจะช่วยส่งผ่านให้ราคาปรับลดลงได้ประมาณ 20-25 สตางค์ต่อลิตร
“กระทรวงพลังงานต้องวางกรอบหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุน เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุน”
5. การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากล และความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริม และอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ทั้ง E20 และ B20
หวัง ก.เกษตรฯ ดูแลราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ
“ในระยะสั้นนี้ จะต้องเร่งส่งเสริมการใช้ E20 และ B20 ให้มีความชัดเจน เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพา และนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ส่วนในระยะยาว ต้องปรับลดราคาเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศลง เนื่องจากปัจจุบันยังมีราคาสูงมาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าราคาก็ยังพุ่งสูงขึ้นไปถึงราว 40 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าราคาน้ำมันปกติ ทั้งที่เป็นผลผลิตภายในประเทศ จึงต้องประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแล และบริหารจัดการราคาวัตถุดิบ
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางแก้ไขใน 5 มาตรการดังกล่าวได้มีการนำเสนอและหารือกับปลัดกระทรวงพลังงานแล้ว ซึ่งปลัดกระทรวงพลังงานได้รับทราบ และเห็นชอบในหลักการบริหารจัดการช่วงนี้เรียบร้อยแล้ว
ชี้คลังลดภาษีน้ำมัน หากไม่ค้ำเงินกู้
ส่วนประเด็นเรื่องการกู้เงินเพิ่มเติมของกองทุนน้ำมันนั้น รัฐบาลส่งสัญญาณไม่อยากให้มีการเดินหน้ากู้เงินเพิ่มหรือตกเป็นข่าวการกู้เงิน เนื่องจากรัฐบาลมีภาระการกู้เงินในภาพรวมระดับสูงอยู่แล้ว อีกทั้งวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ก็ยังไม่ลงตัว ซึ่งในความเป็นจริงกองทุนน้ำมัน ยังคงมีภาระหนี้ และจำเป็นต้องใช้เงินหมุนเวียน
ดังนั้น หากภาครัฐไม่ต้องการให้กองทุน กู้เงินเพิ่ม ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการด้านภาษีสรรพสามิต เข้ามาช่วยชดเชย และอุ้มภาระแทน เพื่อให้กองทุนน้ำมัน สามารถดำเนินงาน และพยุงสถานะต่อไปได้
“เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่หนี้เคยพุ่งสูงถึง 130,000 ล้านบาท กองทุน สามารถทยอยชำระคืนได้หมดภายใน 1-2 ปี โดยจัดเก็บเงินคืนลิตรละ 1-2 บาท ยืนยันว่ากองทุน มีวินัยทางการเงิน และยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารจัดการหนี้ได้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





